หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นโยบาย 31 ข้อ พรรคเพื่อไทย เน้นโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มรายได้  (อ่าน 3234 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ลูกชาวนาไทย
ตาสว่าง
****

Karma: +45/-26
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,141



« เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 09:29:37 AM »

พอดีผลไปเห็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขารวบรวมนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ 31 นโยบาย ก็เลยก็อบปี้มาให้ดูครับ เพื่อจะได้เป็นเนื้อหาในการวิเคราะห์วิจารณ์ต่อไปครับ

----------------------
1. ทำเขื่อนกั้นน้ำทะเล ไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ แถวๆ สมุทรสาครและสมุทรปราการ ไม่ต้องกู้
    2. ดึงน้ำจากเขื่อน จากประเทศเพื่อนบ้าน ลาว พม่า เขมร และเชื่อมแม่น้ำด้วยลำคลองใหม่
    3. รถไฟฟ้าให้ครบทั้ง 10 สาย แต่ละสายเก็บ 20 บาท
    4. ทุกสถานีรถไฟฟ้า จะสร้างคอนโดราคาประหยัด ให้เช่า
    5. ทำรถไฟรางคู่เชื่อมต่อบริเวณชานเมืองกรุงเทพ
    6. ทำรถไฟความเร็วสูงไปโคราช ไประยอง จันทบุรี
    7. ขยายแอร์พอร์ตลิงส์ ไปพัทยา 
    8. ภาคใต้ทำแลนด์บริด
    9. ปราบยาเสพติดให้หมดไปภายใน 12 เดือน
    10. ความยากจนต้องหมดไปภายใน 4 ปี
    11. กองทุนหมู่บ้านเพิ่มเงินทุก ตำบลๆ ละ หนึ่งล้านบาท
    12.  พักหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้ไม่เกิน ห้าแสนบาท ไม่น้อยกว่า 3 ปี
    13. สำหรับผู้ที่มีหนี้เกินห้าแสนแต่ไม่เกินหนึ่งล้าน ให้ปรับโครงสร้างหนี้
    14. โครงการ30 บาทรักษาทุกโรค รักษาอย่างมีคุณภาพ
    15. ส่งเสริม OTOP ร่วมกับศูนย์ศิลปาชีพ
    16. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับเงินเพิ่ม 25 % ไม่ต้องทุจริต
    17. ออกเครดิตการ์ดสำหรับเกษตรกร เพื่อนำไปซื้อปุ่ยหรือเมล็ดพันธ์เพื่อการเพาะปลูก
    18. ลดภาษีนิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23%
    19. จบปริญาตรีทำงานมีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท
    20. ปรับเงินเดือนให้ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ
    21. คนไทยต้องตั้งตัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี
    22. ตั้งกองทุนร่วมทุน แต่ละจังหวัด
    23. ต้องกองทุนร่วมทุนในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยมีเงินนักศึกษาที่จบการศึกษากู้ยืม
    24. คืนภาษีและเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีให้กับ ผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก
    25. คืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถคันแรก และต้องถือครองรถไม่น้อยกว่า 5 ปี
    26. สนับสนุนภาครัฐและเอกชน ไปหาสัมปทานพลังงานเช่นน้ำมัน จากทั่วโลก
    27. เด็กนักเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ One Tablet PC Per Chind
    28. Free WIFI เล่น Internet ในที่สาธารณะ เช่นสถานศึกษา สถานที่ท่องเที่ยว โรงพยาบาล ฯลฯ
    29. ยกเว้นวีซ่า ในกับประเทศแถบตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น
    30. ทำสนามบินสุวรรณภูมิ ให้เป็น HUB
    31. ประสานความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดิอารเบีย ให้กลับมาเหมือนเดิม

-----------------------------------------------------------------------------


ผมอ่านดูแล้วนโยบายนี้มีสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มหนึ่งเป็นโยบาย เมกะโปรเจ็ค ซึ่งนโยบายเมกะโปรเจคนี้ไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่เป็นนโยบายโครงการที่มีการคิดและร่างกันไว้แล้วตั้งแต่ปลายสมัยของท่านนายกฯทักษิณในปี 2549 ก่อนที่จะถูกรัฐประหาร ซึ่งหากไม่มีการรัฐประหาร 5 ปีที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้คงเสร็จไปแล้ว รถไฟฟ้าก็คงเสร็จบางสายแล้ว

สรุปแล้วนโยบายกลุ่มแรกนี้เน้น "การลงทุนจากภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่" ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน และเม็ดเงินไหลเข้าไปสู่ตลาด และไปหมุนกลไกเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนตามมา

ส่วนนโยบายกลุ่มที่ 2 เป็นนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม เน้นการ "สร้างรายได้" ให้กับประชาชน เช่น การลดภาษี การพักหนี้ กองทุนต่างๆ  การเพิ่มเงินเดือนให้พวก White Colar

นโยบายกลุ่มที่ 3 เป็นสวัสดิการ เช่น โครงการ 30 บาทเป็นต้น


สรุปคือนโยบายนี้คือนโยบายที่ต่อเนื่องมาจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย และยังคงรูปแบบของนโยบายของนายกทักษิณเหมือนเดิม

อันนี้จะทำให้คุณยิ่งลักษณ์ ได้เปรียบ เพราะจะสามารถบริหารงานในตำแหน่งนายกฯ ได้อย่างมีเป้าหมาย อันที่จริงการทำงานของคุณยิ่งลักษณ์ ก็คงเป็นลักษณะนี้คือ ท่านายกฯทักษิณที่เป็นพี่ชาย คงได้วางกรอบนโยบายและทิศทางไว้ให้แล้ว และคุณยิ่งลักษณ์ก็ทำหน้าที่บริหารให้บรรลุเป้าหมายนั้น ในบริษัทต่างๆ ที่ท่านนายกฯทักษิณเริ่มเอาไว้ สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ไปเสริมท่านนายกฯทักษิณคือ ความเป็นผู้หญิงที่เก็บรายละเอียดได้ดี ซึ่งผู้ชายมักมีจุดอ่อนในเรื่องพวกนี้

หากคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คงเบาแรงในเรื่องของทิศทางและนโยบาย เพราะมี "ประธานที่ปรึกษา" คือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนวางแผน คิดค้นในส่วนนี้อยู่แล้ว

ก็ขยายกรอบจากการบริหารบริษัทขนาดยักษ์ มาเป็นการบริหารประเทศชาติที่ใหญ่ขึ้น ประสบการณ์การบริหารบริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้วคงช่วยได้มาก

ส่วนปัญหาทางการเมืองนั้น น่าจะมีคนที่รับผิดชอบในส่วนนี้อยู่แล้ว คือ "กลุ่ม นปช." ที่อยู่ในรัฐบาล เช่น คุณณัฐวุฒิ คุณจตุพร และหมอเหวง เป็นต้น ผมเชื่อว่าทั้ง 3 ท่านนี้ควรได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีบารมีพอในการรับมือกับปัญหาในด้านการเมือง

ก็เสนอให้ณัฐวุฒิเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีครับ ตำแหน่งเดิมของคุณจักรภพ เพ็ญแข
คุณจตุพรควรดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย จะได้มีบารมีเพียงพอในการรับมือกับปัญหาทางการเมืองต่างๆ

นพ.เหวง โตจิระการ คุณรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจะได้ทำงานมวลชนในกลุ่มของ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุขได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานมวลชนที่เข็มแข็ง การเข้าไปจัดตั้งในส่วนนี้เป็นรากฐานสำคัญในอนาคตในการต่อสู้ทางการเมืองแบบมวลชน ทุกหมู่บ้านมี อสม.ประมาณ 10 คน กลุ่มนี้มีพลังทางการเมืองในแง่มวลชนมาก เพียงแต่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขไม่ค่อยมีแนวคิดด้านการเมืองมากนัก (คือพวกพนักงานอนามัยที่เชื่อมโยงกับ อสม.นี้อยู่)

คุณยิ่งลักษณ์คงต้องทำงานมุ่งที่การบริหารด้านเศรษฐกิจนะครับ
เรื่องการเมืองก็ปล่อยให้กลุ่ม นปช. ผลักด้นต่อไป ทั้งแก้รัฐธรรมนูญและอื่นๆ โดยคุณยิ่งลักษณ์อาจให้การสนับสนุน หรือคอยอำนวยความสะดวก

แต่พื้นฐานสำคัญนั้นต้อง บริหารเศรษฐกิจให้เห็นผลก่อน ไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะไม่มีภูมิคุ้มกันทางการเมือง

ส่วนปัญหาการเมืองก็แก้ไขควบคู่กันไป

คุณจตุพร/ณัฐวุฒิ ต้องเข้าไปอยู่ใน ครม. ไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะทนแรงเสียดทานจากพรรคประชาธิปัตย์ยาก

บันทึกการเข้า

Long live the people !, long live democracy !
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 10:12:16 AM »

เมื่อเช้า ช่อง9 เอา ดร. โอฬาร กับ กอน มาดีเบต เรื่องเศรษฐกิจ
ไม่ได้ฟังตลอด แต่ มาฟังตรงชี้แจงเรื่อง นโยบาย ประกันกับจำนำ

ฟังแล้วจี๊ดขึ้นสมอง ไอ้กอน มัน โง่ หรือ เจตนาหลอกประชาชน

มันชี้แจงว่า ประกัน ของมัน ชาวนา ได้รับเงินชดเชยจริง และได้รับไปแล้วทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 4 ล้านราย
ในขณะที่เพื่อไทย มีตัวเลขว่ามีชาวนา มาจำนำประมาณ แสนกว่ารายเท่านั้น มันพยายามจะบอกว่าของมันช่วยชาวนาได้ทั่วถึงกว่า และดีกว่า ชาวนาได้ประโยชน์จึงนิยมมาเข้าโครงการ

อันนี้ผมถือว่า เป็นเทคนิคการพูดที่ เจตนาหลอกชาวบ้านที่ฟังอยู่ อย่างชัดๆ เพราะผมไม่คิดว่าไอ้กอน โง่ขนาดไม่เข้าใจ สิ่งที่มันพูด

แต่ผมว่าคนที่ไม่เข้าใจ ก็คงยังมีอยู่มากในเรื่องนี้

การที่มีชาวนามาขอเงินชดเชยจำนวนมาก มันเป็นการตอกย้ำว่า ราคาตลาด มันต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกัน เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ยิ่งมาก แท้จริงคือแสดงความล้มเหลวของรัฐ ในการบริหารราคาตลาด ชาวนายิ่งมาเข้าโครงการมาก ก็ยิ่งเป็นภาระกับรัฐมากขึ้นในการชดเชย

ในขณะที่จำนำ มีชาวนา มาเข้าโครงการน้อย แสดงว่า กลไก แทรกแซงนี้ ได้ผล ชาวนา ขายข้าวได้ดีกว่าราคาประกาศจำนำ เลยไม่มีใครมาเข้าโครงการ ซึ่งมันแปลว่า นอกจาก ชาวนาจะได้ราคาข้าวที่ดีแล้ว ยังไม่เ้ป็นภาระกับรัฐอีกต่างหาก

เสียดายที่ ดร. ถูกกำหนดให้พูดก่อน ไม่งั้นตอกกลับไปแบบนี้ หน้่ามันคงหลายกลางจอ
บันทึกการเข้า
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 10:22:27 AM »

อีกนโยบาย ที่ ผมเคย ฟัง สส เพื่อไทยคนหนึ่งตอบคำถามไม่ได้ ซึ่งรู้สึกหงุดหงิด เพราะเป็น นโยบายหลักของพรรคแท้ๆ

คือ นโยบาย 30 บาท
พิธีกร ถาม ว่า เวลานี้ ประชาชนรักษาฟรี แล้ว ทำไมจะกลับมาเสีย 30 บาทอีก
สส ตอบว่าเพื่อศักดิ์ศรี  ผมว่า มันฟังดูยังไงๆ ไม่รู้

มันเหมือนเขาไม่รู้ ว่าปัญหา ของการรักษาฟรีที่เปลี่ยนมาจาก 30 บาท คือการตัด รายการยาจำนวนมากที่เคยอยู่ในบัญชีตอน 30 บาท  แล้วถูกตัดไปนอกบัญชี แล้วรายชื่อยาพวกนั้นเป็นยาที่ต้องทานเป็นประจำ ปละส่วนใหญ่จะเป็นยาที่มีราคาแพง  เช่น พวกเบาหวาน ความดัน และอีกหลายตัว ดังนั้น เมื่อไปโรงพยาบาล ในข้อเท็จจริง เมื่อรับยาเหล่านั้นมา ก็ต้องจ่ายค่ายา มันจึงไม่ฟรี อย่างโฆษณา

เรื่องนี้ แม้ข้าราชการ ยังบ่น 
บันทึกการเข้า
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 10:26:32 AM »

ส่วนเรื่องบริหารนโยบาย ผมไม่ค่อยห่วง

ผมติงอย่างเดียว จากประสบการในอดีต ตอน ทรท

มีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ดี แต่พอปรับ ครม ที หลายๆเรื่องหายไป พร้อมตัว รมต  ซึ่งน่าเสียดายมาก

ตรงนี้ควรแก้ไข เปลี่ยนคนใหม่มา ของเก่าจากคนเก่าที่ริเริ่มไว้ดี น่าจะสานต่อ + ของใหม่
บันทึกการเข้า
ลูกชาวนาไทย
ตาสว่าง
****

Karma: +45/-26
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,141



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 10:37:41 AM »

อ้างถึง
พิธีกร ถาม ว่า เวลานี้ ประชาชนรักษาฟรี แล้ว ทำไมจะกลับมาเสีย 30 บาทอีก
สส ตอบว่าเพื่อศักดิ์ศรี  ผมว่า มันฟังดูยังไงๆ ไม่รู้

อันนี้ผมตอบให้นะครับ บางทีมันเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สส.อาจไมได้ศึกษามา คืออะไรที่เป็นของฟรี คนจะบริโภคเกินความจำเป็น เรียกว่า Moral Hazard ดังนั้น จึงมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการใข้บริการ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้บริการโดยไม่จำเป็น

กรณี 30 บาทนี้ หากไม่เก็บเลย ประชาชนก็จะไปขอยาฟรีมาเก็บไว้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วยจริง เช่น บอกว่าปวดหัว แล้วขอยาของสถานีอนามัย (เดี๋ยวนี้เป็นโรงพยาบาลตำบล) มาไว้ ทางโรงพยาบาลไม่ให้ก็ไม่ได้ เป็นการสิ้นเปลืองทรัยากรเกินความจำเป็น

ดังนั้นการเก็บ 30 บาท นี้เพื่อให้คนที่จะรับบริการนั้น "คัดกรอง" เบื้องต้นว่าความเจ็บป่วยของตนเองนั้น จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องไปขอรับบริการ ซึ่งโรงพยาบาลก็มีต้นทุน เช่น ค่าเสียโอกาสต่างๆ ในการให้บริการผู้ป่วยที่เขาจำเป็นจริงๆ เป็นต้น

หากปวดหัวเล็กน้อยคนก็อาจทำอย่างอื่น หากคิดว่าไม่คุ้มที่จะไปเสีย 30 บาท เช่น เอาน้ำแข็งประคบศรีษะ หรือ ไปผ่อนคลาย ฟังเพลงเป็นต้น
บันทึกการเข้า

Long live the people !, long live democracy !
สะพานแดง51
ตาสว่าง
****

Karma: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 299


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 10:45:48 AM »

อย่าลืมเรื่องผู้ติดแบล็กลิสที่กู้ซื้อบ้านไม่ได้ ถ้าใครแก้ตรงนี้ได้รับรองโดนใจ. xxx13
บันทึกการเข้า
takahiro
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 11:04:06 AM »

ถ้าที่เอยชื่อมาไปโน้นไปนี่กันหมดแล้ว งานรวมพลเพื่อสังคม-กวนตีนอำมาตย์ ละ ไม่มีนี่ เสื้อแดงเฉาแย่เลยนะครับ

ในกลุ่มพวก red cyber ที่มีอยู่ในเวบต่างๆทุกวันนี่ ผมดูว่า บางท่านมีความรู้-ความเข้าใจ ลึกซึ่งและไวกับปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน-การเงิน-การเมือง อีกทั่ง กล้าที่จะต่อกรกับ พวกเหี้ย-ยักษ์-ปีศาจ ไม่ว่าหน้าไหน ยิ่งถ้ามี BACK แข็งๆหนุนด้วยละก้อ อาจถึงขั้นพลิก แผ่นดินกันไปเลย

ก็น่าจะให้มีตำแหน่ง-หน้าที่ เพื่อเอาไว้เป็นตัวกันกระแทกกับให้ทำงานบางเรื่อง ที่มันไม่สดวกจะกล่าวถึง

อ้อ..เกือบลืม ยังมีอีกงาน ครับ คือการสร้างนิวเคลีย์ เพื่อไทยจะได้เป็น มหาอำนาจกับเขาบ้าง นะครับ
บันทึกการเข้า
padgotohell
ตาสว่าง
****

Karma: +10/-3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,295


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 11:42:15 AM »

มีคำถามนึงที่ผมงงงวยมาก
รถไฟฟ้าที่สร้างกันโครมๆตอนนี้มันโครงการจากไทยรักไทยมาแล้วหรือว่ามันมาจากพวกปชป.กันแน่ครับ เพราะพูดอ้างกันไปมา

แต่ที่แน่ๆสร้างได้เพราะซุปเปอร์แม้วไม่ใช่เหรอครับ เหมือนไอ้ปชป.ดีแต่พูด เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ
บันทึกการเข้า
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 12:47:49 PM »

มีคำถามนึงที่ผมงงงวยมาก
รถไฟฟ้าที่สร้างกันโครมๆตอนนี้มันโครงการจากไทยรักไทยมาแล้วหรือว่ามันมาจากพวกปชป.กันแน่ครับ เพราะพูดอ้างกันไปมา

แต่ที่แน่ๆสร้างได้เพราะซุปเปอร์แม้วไม่ใช่เหรอครับ เหมือนไอ้ปชป.ดีแต่พูด เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ
โครงการ ในเชิงความคิดมีมาก่อนคุณแม้ว  แต่ทักษิณ เป็นคนที่กล้าจุดประกาย ดันโครงการ แม้แต่ใต้ดินสายแรก ที่เกิด ถ้าจำไม่ผิด ก็เพราะแม้ว ตัดสินใจฟันธงตั้งแต่ตอนเป็น รมต ใน รบ ชวนถึง แนวทาง การ funding จะทำอย่างนี้ โครงการเลยเดินต่อได้ แล้วจากนั้น เดินเกม ตั้งแต่เป็น ทรท รวมทั้ง พยายามจะซื้อ BTS เพื่อให้ระบบค่าโดยสารเป็นราคาเดียว และมาใช้เป็นนโยบาย ตอน พลังประชาชนหาเสียง ว่า 15 บาท(ราคาก่อสร้างตอนนั้น)

จอมขวัญในรายการคมชัดลึก เมื่อไม่นานมานี้ เคยเชิญ ประภัส จงสงวน มาสัมภาษณ์ชนกับ ดร. สามารถ แห่ง ปชป
ประภัส พูดต่อหน้า เลยว่า
1. เรื่องนโยบายรถไฟฟ้าของ ปชป ไม่ใช่ นโยบาย เพราะ ทุกสายที่ ปชป เอามาหาเสียงอ้างว่าเป็นนโยบายนั้น ล้วนเป็นส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่ ถึงแม้ ปชป ไม่มีนโยบายนี้ หรือ รัฐบาลไหนมา ส่วนที่ ปชป เอามาหาเสียงก็จะเสร็จ ทั้งจำนวนสายและระยะเวลาตามนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ดำเนินการอยู่แล้ว คือประมูลไปแล้วหรือไม่ก็จ่อกำลังจะประมูล   (มีหลายนโยบาย ของ ปชป เข้าลักษณะเดียวกันนี้ คือเป็นโครงการที่มีอยู่แล้ว)

2. ประภัส ประกาศหน้าจอเลยว่า ในฐานะที่ผม เป็นผู้ว่า รฟม และทำงานมากับหลายรัฐบาล ผมพูดได้ว่า ทรท เป็นรัฐบาลเดียวที่ทำเรื่องนี้มามากที่สุด ไม่นั้น เราจะไม่ได้เห็นโครงการรถสีต่างๆ ได้มีโอกาสพร้อมเปิดให้มีการประมูลดังที่ผ่านมา

3. โครงการ ที่ พท เสนอ ก็อยู่ในแผน สจร แต่ เป็นโครงการ ที่ตั้งเป้าว่า อีก 20 ปี ถึงเสร็จ แต่นโยบายที่เพื่อไทย เอามาประกาศ คือการย่น 20 ปีนั้น ให้ภายใน 4 ปี ของรัฐบาล สามารถเริ่มงานได้ทุกสายในแผนที่มี นั่นหมายความว่า นับจากวันนี้ ไม่เกิน 10 ปี โครงการ 20 ปีของ สจร จะเสร็จหมด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2011, 12:56:58 PM โดย สุรชัย khonthai52 » บันทึกการเข้า
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 12:52:31 PM »

คำหนึ่งที่ ประภัส พูดในรายการ คือ รบ  อภิสิทธฺมาชุบมือเปิบ

คือ โครงการต่างก่อนที่จะเปิดประมูลได้
. ต้องผ่านการ ออกแบบ ลากเส้น สำรวยสายทาง หาแหล่งเงินทุน เวนคืนที่ดิน คือมีงานจำนวนมากที่ต้องทำ และใช้เวลาเป็นปี

สิ่งที่ รบ ไอ้มาร์คมาถึงชุบมือเปิบ ก็คือ รบ อื่น เขาทำทุกอย่างจน พร้อมใส่พานแล้ว ไอ้มาร์ค มาถึงก็แค่ลงนามในสัญญา และ อ้างเป็นความดีความชอบ
บันทึกการเข้า
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 01:29:16 PM »

อ้างถึง
พิธีกร ถาม ว่า เวลานี้ ประชาชนรักษาฟรี แล้ว ทำไมจะกลับมาเสีย 30 บาทอีก
สส ตอบว่าเพื่อศักดิ์ศรี  ผมว่า มันฟังดูยังไงๆ ไม่รู้

อันนี้ผมตอบให้นะครับ บางทีมันเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สส.อาจไมได้ศึกษามา คืออะไรที่เป็นของฟรี คนจะบริโภคเกินความจำเป็น เรียกว่า Moral Hazard ดังนั้น จึงมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการใข้บริการ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้บริการโดยไม่จำเป็น

กรณี 30 บาทนี้ หากไม่เก็บเลย ประชาชนก็จะไปขอยาฟรีมาเก็บไว้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วยจริง เช่น บอกว่าปวดหัว แล้วขอยาของสถานีอนามัย (เดี๋ยวนี้เป็นโรงพยาบาลตำบล) มาไว้ ทางโรงพยาบาลไม่ให้ก็ไม่ได้ เป็นการสิ้นเปลืองทรัยากรเกินความจำเป็น

ดังนั้นการเก็บ 30 บาท นี้เพื่อให้คนที่จะรับบริการนั้น "คัดกรอง" เบื้องต้นว่าความเจ็บป่วยของตนเองนั้น จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องไปขอรับบริการ ซึ่งโรงพยาบาลก็มีต้นทุน เช่น ค่าเสียโอกาสต่างๆ ในการให้บริการผู้ป่วยที่เขาจำเป็นจริงๆ เป็นต้น

หากปวดหัวเล็กน้อยคนก็อาจทำอย่างอื่น หากคิดว่าไม่คุ้มที่จะไปเสีย 30 บาท เช่น เอาน้ำแข็งประคบศรีษะ หรือ ไปผ่อนคลาย ฟังเพลงเป็นต้น

ถึงวันนี้ การชี้แจงแบบนี้ ผมว่ามันดูอ่อนไป สำหรับประชาน หรือคนทั่วไป ครับ
ในเมื่อ พท ยืนยัน ว่าจะนำระบบ กลับไปสู่จุดเดิม และพัฒนาให้ดีขึ้น การพูด ถึง 30 บาท และนำยาที่เคยถุกถอดออก กลับสู่บัญชีหลักหมด ให้มันดูโยงกัน มันก็น่าดูมี นน .และง่ายขึ้น ถึงแม้อาจไม่ใช่เหตุผล หลักก็ตาม
บันทึกการเข้า
kapuju
ตาสว่าง
****

Karma: +4/-3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 391


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 03:05:11 PM »

อีกนโยบายหนึ่งคือ เรื่องบัตรเครดิตเกษตรกร   ตรงนี้ก็เห็นด้วยจริงๆ  ยิ่งเห็น  คุณยิ่งลักษณ์ลงพื้นที่กับเกษตรกร
ทุ่งกุลาร้องให้และตัวอย่างรูปแบบบัตรออกมาเข้ากับยุคสมัยไฮเทคโนโลยี่    นี่เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรจะให้
โอกาสเกษตรกรอย่างเต็มที่
  
เท่าที่ฟังความเห็นของเหล่านัก “วิชาการ professor ทั้งหลาย” บางกลุ่มที่มองว่านี่คือการสร้างปัญหาหนี้ให้
กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น   ใช้คำหยาบคายว่าเอาไปให้ “ควาย” ใช้บ้าง  แต่ท่านเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดแม้แต่จะเรียนรู้
เทคโนโลยี่อะไรใหม่ๆ   อยู่แต่ในกรอบตำราเก่าๆ  อนาคตมันไล่ล่าเราทุกขณะ  แต่ยังทำตัวถอยหลังอยู่ก็ช่วยไม่ได้

จากคลุกคลีงานสมาร์ทการ์ด  ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง  เท่าที่ฟังคุณณัฐวุฒิ  ปราศรัย   เป็นจุดขายที่ดีมาก
ต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนมีโปรแกร์มเมอร์เก่งๆ     ซึ่งระบบนั้นจะป้องกันหนี้ให้กับเกษตรกรอยู่แล้ว  
 
         ซึ่งใน ตปท  ประเทศนั้น  มีบัตรเครดิตหลายกลุ่มให้กับ ปชช  ได้ถือใช้และคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพกเงินสด
ในกระเป๋า  ธนาคารในต่างประเทศเองก็แข่งขันระบบนี้ให้กับประชาชนไม่น้อย  เช่น  ออกบัตรช็อปปิ้ง
แยกประเภทต่างๆ หรือตั๋วรถเมย์อิเลคโทรนิคในรูปสมาร์ทการ์ด  แม้แต่บัตรประชาชนใบเดียว  ก็เป็นได้ทั้ง
เดบิทการ์ด  ใบขับขี่รถยนต์  บัตรประกันสุขภาพ  ฯลฯ

         แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำถือเป็นนโยบายของรัฐนั่นคือ   ทุกส่วนบาทสตางค์ต้องมีเงินปันผลหรือ
โบนัสตอบแทนกลับคืนมาสู่ผู้บริโภค   ไม่ว่าจะเป็นรูปของเงินสด  หรือเป็นโบนัสพิเศษในการแลกซื้อคืนสิ้นค้า  
แล้วแต่อัตราส่วนในการใช้   ไม่หักค่าธรรมเนียมการใช้


        ความเห็นส่วนตัวอีกอย่าง......  ระบบการใช้บัตรเครดิตในเมืองไทยนั้นรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย
เวลาเราให้บัตรพนักงานไป  พนักงานถือไปรูดค่าสินค้าได้เลย    หากบัตรหายตกหล่นอยู่ที่ใครโอกาส
ที่ผู้อื่นจะนำไปใช้ได้ง่าย ซึ่งได้ยินข่าวบ่อยๆ เช่นมีการสลับเปลี่ยนบัตรคืนลูกค้า  หากเราไม่ตรวจสอบ
ดูก่อนอาจเสียเปรียบในกลโกง   และคิดค่าธรรมเนียมทุกรายการ   แม้กระทั่งบัตรเดบิทการ์ด  

          ในต่างประเทศบัตรเครดิตมีระบบรหัสส่วนตัวเหมือนเอทีเอ็ม   หรือลูกค้าสามารถทำการเปลี่ยน
รหัสส่วนตัวเองได้    ในกรณีการใช้เมื่อยื่นบัตรให้พนักงาน  พนักงานจะต้องนำเครื่องรูดบัตรให้เรากดรหัสผ่านเอง
โดยมารยาทเขาจะไม่มองมาที่เครื่องรูดการ์ด เวลาเรากดรหัสและปุ่ม ok – ตกลง   ซึ่งปลอดภัยกว่า  
ไม่ทราบตรงนี้บ้านเราปรับปรุงกันไปหรือยัง 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2011, 03:25:59 PM โดย kapuju » บันทึกการเข้า
สุรชัย khonthai52
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 632


« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 03:36:24 PM »

พวกเราสังเกตุหรือไม่

นโยบายอะไรที่ดีๆ มีประโยชน์ โดยเฉพาะในประเทศตายแลนด์นี้

มักจะถูกวิจาร์ณ กันอย่างๆเสียๆหาย ทั้งนี้ เพราะมันมีคนเสียประโยชน์

ลอง เอานโยบาย และวิธีคิด ทั้ง นโยบาย เพื่อไทย กับ ของแมงสาบมาเทียบกันดู  โดยเฉพาะเรื่องที่คล้ายๆกัน
จะเห็นได้ชัดว่า ของเพื่อไทยนั้น มีการคิดที่รอบคอบกว่า และประโยชน์ถึงตัวจริง
ตรงข้าม กับ ปชป ที่มักเป็นนโยบาย เพื่อหาเสียงมากกว่าทำจริง
แต่นโยบาย ของ ปชป กลับไม่ค่อยมีการวิจารณ์ ในหมู่วิชาการมากนัก
ไม่ใช่เพราะมันดี แต่เป็นเพราะเป็นเรื่องของการเลือกข้างและผลประโยชน์
เอาง่ายๆแค่ตัวอย่างเรื่อง  ประกัน กับ จำนำข้าว (ผมยืนยันว่าการประกัน เป็นการทำเพื่อพ่อค้าข้าว)
หรือ ถ้าได้ฟังคมชัดลึก ระหว่างประภัส กับ คนของ ปชป  จะฟังออกว่า การคิดโครงการ พท ทำเพื่อประชาชน ใน ขณะที่ ปชป คิดโครงการเพื่อคอรัปชั่น (เช่น แนวคิดในการต่อสายทาง และให้ผู้ประกอบการรายเดิมทำ ย้ำหลายครั้งในรายการ การพูดถึงราคา ที่บอกทำนองว่า ประชาชนที่สู้ราคาไม่ได้ ก็ไปขึ้นรถเมล เหมือนเป็นการแบ่งชนชั้น)

ืซึ่ง ผมเชื่อว่าแนวทางปฏิบัติเรื่องข้าว กับ รถไฟฟ้า นี้ ปชป ตั้งใจออกแบบแนวปฏิบัติ เพื่อประโยชน์พ่อค้า ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ประชาชน จนผมเชื่อว่า มันเป็นการสมคบคิด ตั้งแต่ก่อนได้เป็นรัฐบาล

ที่ผมกล่าวหาว่า นโยบาย ปชป ทำเพื่อหาเสียง มากกว่าตั้งใจให้เกิดประโยชน์ เช่น
การประกันราคาข้าว หรือ บ้านหลังแรก (เท่าทีนึกออกตอนนี้) มีการตั้งวงเงิน และจำกัดไว้แค่นั้น มาก่อนได้ก่อน
เหมือนการชิงโชค จะมองในเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่ใช่ เพราะวงเงินมันไม่ได้มากมาย จะเป็นการช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระ ก็ไม่ใช่
มันจึงเป็นเพียงการหาเสียง มากกว่า นโยบายเพื่อประชาชน
บันทึกการเข้า
padgotohell
ตาสว่าง
****

Karma: +10/-3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,295


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 05:08:55 PM »

ขอบคุณสำหรับคำตอบครับคุณสุรชัย khonthai52
คือไอ้พรรคเวรกรรมนี่มันมักจะแอบอ้างผลงานเสมอมา เข้าทำนองเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นประจำ เลวชาติจริงๆ
นี่สงสัยถ้ารถไฟความเร็วสูงสำเร็จคงไม่วายเอาดีเข้าตัว

แล้วไอ้รถไฟฟ้าที่มันสร้างอยู่โครมๆทุกวันนี้ก็โดนดอกแพงกว่าสมัยไทยรักไทยอีกนี่ครับ ผมพอจะจำได้ว่าตอนแรกเค้าจะไม่ปล่อยกู้ด้วยซ้ำ

บันทึกการเข้า
Yang Wenli
ตาสว่าง
****

Karma: +10/-4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,611



« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 05:24:12 PM »

เสนอน้องเดียร์มีตำแหน่งในกลาโหมครับ ประมาณเลขาธิการ รมช.กลาโหม

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: