หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทสัมภาษณ์ 'สมจิตต์ นวเครือสุนทร'..."ขอยืนยันว่าสื่อไม่ควรเป็นกลาง" (ล่าสุดไปฟ้องสภา)  (อ่าน 4086 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« เมื่อ: เมษายน 07, 2012, 06:17:05 PM »

'สมจิตต์ นวเครือสุนทร 'สื่ออหังการ..คู่ปรับรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน   7 เมษายน 2555 07:53 น.
   
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -นับว่าเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกับกรณีการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ที่มีคำสั่งยกเลิกทีมข่าวล่าวงหน้าของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่ติดตามไปทำข่าวการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 10 ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องการให้ 'สมจิตต์ นวเครือสุนทร' ผู้สื่อข่าวช่อง 7 ซึ่งมักตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา จนเป็นที่ไม่สบอารมณ์ของนายกฯยิ่งลักษณ์ เดินทางไปด้วย
      
       นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดแรงปะทะกันระหว่าง นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย และคนข่าวคุณภาพอย่างสมจิตต์
      
       'ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์' ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับ 'สมจิตต์ นวเครือสุนทร' ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น !!

---------------------------------------------------
      
       **มีข่าวว่าก่อนที่จะมีคำสั่งยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้าของช่อง 7 ที่จะเดินทางไปทำข่าวการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศกัมพูชา ได้มีการแจ้งไปยังผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ให้เปลี่ยนตัวนักข่าวจากคุณสมจิตต์เป็นคนอื่น
      
       อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน ได้ยินแต่เขาบอกมาอีกทีหนึ่ง คือทางกอง บก.แจ้งว่ามีหนังสืออย่างเป็นทางการจากสำนักโฆษกฯให้ยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้า โดยให้เหตุผลว่าในส่วนของกัมพูชามีข้อกำจัดเกี่ยวกับจำนวนสื่อมวลชนและระบบรักษาความปลอดภัย
      
       **ต่อมาสำนักโฆษกฯ ได้แจ้งไปยังสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เพิ่มเติมว่าเนื่องจากสถานทูตไทยในกัมพูชาแจ้งมาว่าทีมข่าวช่อง 7 ต้องถูกยกเลิกเพราะลงทะเบียนออนไลน์ไม่ผ่าน
      
       เท่าที่ได้รับแจ้งมีแค่เรื่องการจำกัดจำนวนสื่อแต่ไม่ได้ระบุว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการลงทะเบียนออนไลน์ เหมือนกับเป็นเหตุผลใหม่ที่งอกออกมา สมมุติว่ามีการพูดถึงเหตุผลที่สองมันก็เหมือนกับพยายามที่จะมาเพิ่มน้ำหนักให้เหตุผลในการยกเลิกทีมล่วงหน้าไปว่าจริงๆแล้วไม่ได้มีเจตนาที่จะตั้งป้อมกับทีมนี้ แต่เป็นเพราะว่าทีมนี้ลงทะเบียนไม่ผ่าน ซึ่งถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะถ้าหากลงทะเบียนไม่ผ่านเนี่ยสำนักโฆษกฯต้องรู้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่งจะมารู้ เนื่องจากทางทีมข่าวช่อง 7 ส่งเอกสารทั้งหมดไปเรียบร้อยหมดแล้ว ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. แล้วเราก็ไม่เคยได้รับแจ้งเลยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ยังติดต่อมาว่าให้ทีมข่าวช่อง 7 ไปซื้อตั๋วเครื่องบินภายในวันพุธที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ซื้อตั๋วเครื่องบินอะไรเรียบร้อย
      
       ช่วงเย็นวันที่ 28 มี.ค.ทีมเราก็ไปสัมภาษณ์นายกฯ ยิ่งลักษณ์เพื่อจะนำมาใช้ในงานของทีวีพูล หลังจากนั้นวันศุกร์ที่ 30 มี.ค.จึงมีการส่งเอกสารจากสำนักโฆษกฯแจ้งยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้า ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พักถูกจองเรียบร้อยแล้ว แล้วก็คุยกับทางเจ้าหน้าที่เรียบร้อยว่าจะเดินทางไปทำงานกันยังไง ยานพาหนะที่ใช้จะต้องมีการเช่าเพิ่มเติมหรือเปล่า หรือสามารถใช้ร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯซึ่งเขาเช่าไว้แล้ว มีการคุยรายละเอียดไปถึงตรงนั้นแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลงทะเบียนไม่ผ่าน เพราะถ้าลงทะเบียนออนไลน์ไม่ผ่านเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯจะต้องแจ้งกลับมาทันที
      
       **คำสั่งยกเลิกครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการทำข่าวของช่อง 7 ในฐานะตัวแทนทีวีพูลด้วยหรือเปล่า
      
       คือถือว่าใจร้ายกับทีมข่าวช่อง 7 อีกทีมหนึ่งมากเลยเพราะเขาต้องทำงานหนักมาก เพราะปกติเวลาไปทำข่าวการประชุมระดับนานาชาติเนี่ยทีมข่าวแค่ทีมเดียวไม่สามารถทำข่าวได้ครบถ้วน การประชุมก็จะมีหลายพาร์ต แล้วส่วนใหญ่ที่พักนักข่าวจะอยู่จุดหนึ่ง ที่ประชุมก็อยู่อีกจุดหนึ่ง ดังนั้นจำเป็นต้องมีทีมที่ไปดักก่อนล่วงหน้า เพื่อที่จะรอถ่าย ปกติจึงจำเป็นต้องมี 2 ทีม เพราะฉะนั้นเมื่อเหลือแค่ทีมเดียวเนี่ยน่าสงสารมาก
      
       **แสดงว่ามีกระทบต่อการนำเสนอข่าวด้วย
      
       ใช่ค่ะ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ผลกระทบในเรื่องของการคุกคามสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ผลกระทบจะย้อนมาถึงตัวรัฐบาลเองด้วยเพราะเท่ากับการนำเสนอข่าวจะไม่เต็มที่เหมือนกับมีทีมข่าว 2 ทีม ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะใช้วิธีการแบบนี้
      
       **แล้วทางสถานีมองยังไงกับคำสั่งตรงนี้
      
       ไม่รู้นะในระดับบริหารนี่ยังไม่เคยมีใครมาคุยด้วยเลย แต่ถามว่ามีคำตำหนิใดๆ มาถึงเราไหม ก็คือไม่มีสัญญาณใดๆจากผู้บริหาร ถ้าดูจากทิศทางที่ทางสำนักโฆษกฯแจ้งมาเนี่ยก็น่าจะมีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งว่า สมมุติถ้าจะมีความพยายามยามเปลี่ยนตัวนักข่าวจริง ทางช่อง 7 คงไม่ยอม เพราะไม่อย่างนั้นทางสำนักนายกฯคงไม่มีหนังสือขอยกเลิกทีมข่าวล่วงหน้า โดยปกติถ้าเป็นการให้อิสระกับสื่อและไม่คิดที่จะแทรกแซงจริงเนี่ยก็จะแค่ทำหนังสือแจ้งมาแบบไม่เฉพาะเจาะจง สมมุติถ้ามีปัญหาว่าทางกัมพูชาจำกัดจำนวนนักข่าวจริงก็ควรจะมีหนังสือบอกมาว่าตอนนี้ช่อง 7 ไปได้แค่ทีมเดียวนะ แล้วให้ทางช่องตัดสินใจเอาว่าจะให้ทีมไหนไป ไม่ใช่เลือกที่จะยกเลิกทีมล่วงหน้า จริงๆ แล้วทีมล่วงหน้ายิ่งเป็นทีมที่ไม่ควรยกเลิกเพราะดำเนินการทุกอย่างไปหมดแล้ว จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปแล้ว จองโรงแรมไปแล้ว โดยปกติถ้าจะเปลี่ยนแปลงเราจะเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ยังไม่ได้ทำอะไร ส่วนที่ได้ทำไปแล้วเนี่ยจะคงเอาไว้เพราะมันจะยุ่งยากที่จะไปเปลี่ยนแปลง ก็เลยไม่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่สำนักโฆษกฯทำ
      
       ** ไม่ทราบว่าทางผู้บริหารช่อง 7 ได้แจ้งกับคุณสมจิตต์ไหมว่าการตั้งคำถามกับนายกฯควรเป็นไปในลักษณะไหน
      
       ไม่มีค่ะ คือโดยปกติเนี่ยเวลาทำข่าวทีวีพูลมันจะมีกรอบของมันอยู่แล้วตามประเพณีปฏิบัติซึ่งจะเน้นเรื่องภารกิจของนายกฯ เพราะฉะนั้นเวลาสัมภาษณ์พิเศษมันก็จะอยู่ในกรอบของภารกิจที่จะเดินทางไป และการเจรจาเรื่องต่างๆตามวาระ
      
       **ก่อนที่สำนักนายกฯจะแจ้งยกเลิกการเดินทางไปกัมพูชาของทีมคุณสมจิตต์ ทีมข่าวของคุณสมจิตต์ก็ได้สัมภาษณ์นายกฯในช่วงเย็น แล้วดูเหมือนนายกฯจะไม่พอใจคำถามเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา
      
       ไม่รู้ว่าไม่พอใจคำถามนี้คำถามเดียวหรือเปล่า แต่ถามว่ามันอยู่ในกรอบที่สำนักนายกฯกำหนดไว้หรือเปล่า คือก่อนที่จะสัมภาษณ์พิเศษเนี่ยเขาจะมีแนวคำถามคำตอบสำหรับนายกฯที่จะให้สัมภาษณ์กับทีวีพูลช่อง 7 ตั้งแต่การเข้าประชุม มีประเด็นอะไรที่จะเกิดขึ้นบ้างในที่ประชุม เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชา ประเด็นสุดท้ายก็ระบุว่ารัฐบาลจะไม่มีการนำเอาประเด็นปัญหาซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลโลกมาคุยเพราะจะกระทบกับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ และมีการระบุว่าในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจะให้คณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานมีการเจรจาร่วมกันอย่างเปิดเผย แล้วที่ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือถามว่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม ซึ่งยังไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรเลย แค่ถามว่าจะมีการพูดคุยกันไหม นายกฯก็บอกว่ามันไม่มีการประชุมในเรื่องนี้ เราก็ถามต่อว่าแล้วทำไมมันถึงมีในเอกสาร นายกฯก็ยืนยันว่าไม่มี เราก็ไม่ได้ถามต่อแล้วเพราะถือว่าท่านยืนยันว่าไม่มี ซึ่งวันนั้นทีมข่าวช่อง 7 ที่จะไปกัมพูชาอีกทีมหนึ่งก็ไปสัมภาษณ์ด้วย แล้วก็มีน้องนักข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ กับสำนักข่าวไทยซึ่งเขาก็เดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ซึ่งปกติการเดินทางไปลักษณะนี้เขาก็จะให้ทีวีพูลเป็นหลักในการทำข่าว
      
       ตรงนี้มันก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องออกมาโต้คุณสุรนันท์ (สุรนันท์ เวชชาชีวะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งบอกว่าเราไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอ ถามในสิ่งที่ไม่ได้มีในวาระการประชุม ก็เลยต้องยืนยันว่ามันมีจริงๆ เพราะปกติเราจะไม่รู้อยู่แล้วว่าในที่ประชุมจะมีการเจรจาเรื่องอะไรกันบ้าง เพราะฉะนั้นปกติเขาก็จะมีการกำหนดประเด็นมาให้เรา แล้วถ้าบอกว่ามันไม่มีในวาระการประชุม ก็ถามว่าแล้วทำไมมันมีในกำหนดการที่แจ้งมา แล้วถ้าเกิดว่าในวาระไม่มีจริงๆ แต่มันมีในเอกสารที่แจ้งมาก็ต้องถามต่อว่าแล้วมันเป็นความผิดพลาดของใคร เป็นความผิดพลาดของนักข่าวหรือเปล่า ก็ไม่น่าใช่
      
      **การแทรกแซงการทำงานของสื่อถือว่าเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 คุณสมจิตต์จะมีการดำเนินการอย่างไรไหม
      
       ถ้าเราไปดำเนินการเองมันก็จะยิ่งทำให้ถูกลากไปว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับนายกฯ เป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลชุดนี้ แต่คิดว่ามีหลายองค์กรที่น่าจะหยิบเรื่องนี้ไปพิจารณาดูว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม แล้วถ้าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 46 แล้วจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งล่าสุดทราบว่าทางสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแทรกแซงสื่อ นอกจากนั้นก็ยังมีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานของสื่อสารมวลชน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมาธิการจะสนใจเรื่องนี้หรือเปล่า
      
       **ที่ผ่านมานายกฯยิ่งลักษณ์ดูจะไม่ค่อยพอใจการตั้งคำถามของคุณสมจิตต์
      
       น่าจะเป็นธรรมดาที่คำถามไหนทำให้คนตอบรู้สึกว่าลำบากที่จะตอบเขาก็ไม่พอใจเป็นธรรมดา
      
       **ครั้งแรกที่นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่พอใจคำถามของคุณสมจิตต์ คุณสมจิตต์ถามเรื่องอะไร
      
       เรื่องแก้รัฐธรรมนูญค่ะ ตอนนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามาทำงาน กำลังจะแถลงนโยบาย และกำลังจะกำหนดว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จใน 1 ปีแรก ดิฉันก็ถามว่าในช่วงหาเสียงเนี่ยมีการระบุว่าสิ่งเร่งด่วนที่จะทำก็คือเรื่องปากท้องประชาชน ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ทำไมพอมากำหนดนโยบายจึงกำหนดว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้จะไปเอื้อให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์หรือเปล่า
      
       **ประเด็นนี้นำไปสู่กรณีที่ น.ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.เพชรบุรี นำภาพและข้อมูลส่วนตัวของคุณสมจิตต์ไปฟอร์เวิร์ดเมล ส่งต่อๆกันในเครือข่ายเสื้อแดง ในทำนองนัดหมายกันว่าเจอที่ไหนให้จัดการ
      
       ใช่ค่ะ เขาฟอร์เวิร์ดเมลในเครือข่ายแล้วก็บอกว่าจำหน้าไว้ เจอที่ไหนก็จัดให้หน่อย พอดีมีเพื่อนที่เขาแฝงตัวหาข่าวอยู่ในกลุ่มของคนเสื้อแดง เขาก็เลยได้รับเมลนี้ด้วย พอเขาได้รับเมลเขาก็เลยส่งเมลนี้มาให้แล้วก็เตือนว่าให้ระวัง ก็เลยไปแจ้งความ ซึ่งล่าสุดอัยการก็แจ้งว่าการกระทำของคุณพรทิพย์ยังไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แค่ขั้นตระเตรียมการ คือยังไม่ได้ลงมือ สรุปว่าเราจะสามารถเอาผิดกับคนที่คิดร้ายกับเราได้ต่อเมื่อเราหัวแตก มีเลือดให้เห็น หรือแม้แต่อาจจะตายไปก่อน ซึ่งตรงนี้ก็รู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับการตีความของอัยการ เพราะคิดว่าการเขียนกฎหมายแต่ละฉบับออกมาน่าจะมีเรื่องของการป้องปรามมากกว่าที่จะเกิดให้เหตุแล้วค่อยไปดำเนินการกับคนที่ก่อเหตุในภายหลัง ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าความปลอดภัยเป็นศูนย์ เราไม่สามารถได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเต็มที่
      
       **กรณีนี้คุณสมจิตต์เลยจะดำเนินการฟ้องร้องเอง
      
       ค่ะ เพราะมันเหลือช่องทางเดียวเพราะอัยการไม่ฟ้องร้อง ก็จะไปปรึกษากับทางสภาทนายความว่าถ้าจะดำเนินการฟ้องเองเนี่ยเราจะทำอะไรยังไงได้บ้าง ก็หวังว่าทางสภาทนายความจะช่วยอนุเคราะห์เพื่อทำให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง
      
       **ล่าสุดคุณพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.เพชรบุรี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบอร์ด ทอท.(บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)) ทำให้เกิดข้อกังขาในเรื่องความรู้ความสามารถและความเหมาะสม ว่าเขามีคุณสมบัติหรือเปล่า
      
       อาจจะมีความสามารถในการส่งเมล (หัวเราะ)
      
       **ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้มีการแทรกแซงการทำงานของสื่อมากน้อยขนาดไหน
      
       ความจริงต้องเรียกว่ารัฐบาลชุดนี้มีพัฒนาการมาจากรัฐบาลของคุณทักษิณ ในสมัยของคุณทักษิณเนี่ยที่เราได้ยินคือ แทรกซึม แทรกแซง แทรกซื้อ แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเพิ่มอีกอย่างคือ สมยอม ซึ่งอันตรายกว่า เพราะแทรกซึม แทรกแซง แทรกซื้อ เนี่ยมีคำว่าแทรก แสดงว่าไม่เต็มใจ แต่ตอนนี้พอสมยอมมันคือเต็มใจและมันจับไม่ได้ว่าตกลงแล้วข่าวที่ออกมามันคืออะไร แล้วพอมาผลิตซ้ำ บิดเบือนซ้ำๆ ทำทุกวันโดยความเต็มใจของสื่อนั่นก็คือเท่ากับว่าประชาชนได้ข้อมูลที่เป็นพิษทุกวัน สะสมไปเรื่อยๆ แล้วก็มีความเชื่อในข้อมูลนั้น ซึ่งหลายครั้งมันไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นจริง
      
       ยกตัวอย่างความแตกต่างในการนำเสนอข่าวอย่างเช่นมติชน สมัยของคุณทักษิณจะเห็นว่ามติชนมีความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อที่จะรักษาความเป็นอิสระทางวิชาชีพ ซึ่งช่วงหนึ่งมีความพยายามจะซื้อหุ้นมติชนแล้วก็มีนักข่าวและพนักงานมติชนแต่งชุดดำออกมาต่อต้าน รวมถึงมีประชาชนจำนวนมากที่เป็นแรงพลังในทางสังคมให้การสนับสนุนจนกระทั่งทำให้การซื้อหุ้นครั้งนั้นไม่สามารถทำได้ แต่ว่ามาในวันนี้ปฏิกิริยาทางสังคมมันไม่จำเป็นต้องเกิดแล้วเพราะว่าปฏิกิริยาของมติชนชัดเจนว่าเขาเลือกที่จะเดินทางไหน
      
       **ปัจจุบันนี้ก็มีหลายสื่อที่มีลักษณะของการนำเสนอข่าวแบบสมยอม
      
       หลายสื่ออาจจะไม่ได้ถูกครอบงำแทรกแซงแต่เป็นลักษณะของการเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะรู้ว่าการใช้อำนาจของแต่ละรัฐบาลจะมีความแตกต่างกัน ถ้ารัฐบาลไหนมีการใช้อำนาจที่รุนแรงสื่อก็จะมีการเซ็นเซอร์ตัวเองไปโดยธรรมชาติ ซึ่งในฐานะที่ทำข่าวทีวีเนี่ยเราก็ต้องยอมรับว่าทีวีทุกช่องมันก็จะมีกรอบของมันว่าจะไม่มีการแหลมออกไปมากนัก ซึ่งเป็นลักษณะที่เขาตีกรอบของเขามายาวนานแล้ว ในฐานะที่เราเป็นนักข่าวตรงนั้นมันถือว่าเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม เพราะเราไม่ใช่คนที่มีสิทธิตัดสินใจในการเลือกข่าวที่จะออกมานำเสนอในแต่ละวัน นั่นเป็นการตัดสินของข้างในสถานี แต่เราในฐานะที่ทำหน้าที่อยู่ในภาคสนามเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่หรือยัง ถ้าเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ถามไปเหอะแม้จะรู้ว่าบางคำถามเนี่ยสื่อของตัวเองไม่ได้ออก แต่อาจจะไปออกในสื่ออื่น
      
       **ถ้าเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา มีการแทรกแซงสื่อมากน้อยหรือแตกต่างกันอย่างไร
      
       คือรัฐบาลชุดนี้ไม่แตกต่างจากรัฐบาลทักษิณ สมัยคุณทักษิณดิฉันก็ไม่ได้ทำข่าวเขาน่ะ
      
       **เลยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ?
      
       คือไม่รู้ตัวมากกว่า ตอนแรกตามนายกฯทักษิณอยู่ แต่ตามได้ไม่กี่อาทิตย์ หลังจากนั้นก็ถูกย้ายไปดูองค์กรอิสระ แล้วก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าที่ถูกย้ายเพราะมีการขอ คือไม่รู้เขาคุยกันยังไง แต่มารู้ทีหลังว่าเหตุผลที่ถูกย้ายไปก็เพราะว่ามีการขอ รวมไปถึงการเดินทางไปทำข่าวในนามของทีวีพูลเวลาที่นายกฯเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะไม่ได้ไป เราก็มารู้ทีหลังอีกเหมือนกัน เพราะปกติจะเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ ถึงคราวถ้าเขาบอกว่าถึงคิวเดินทางไปก็ไป แต่พอรู้แล้วมานึกย้อนก็รู้สึกว่าจริงเหมือนกันว่าตลอดหลายปีที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เนี่ยไม่เคยตกคิวไปทีวีพูลนายกฯ สักที มีแต่คิวทหารไปต่างประเทศ
      
       แต่ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งพอดีมีพี่คนหนึ่งเขาบอกว่าให้เราเดินทางไปทำข่าวคุณทักษิณไปเยือนบรูไน เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก เอกสารส่งให้ทางสำนักนายกฯเรียบร้อยแล้ว อีก 5-6 วันจะเดินทางแล้ว มีพี่คนหนึ่งเขาก็มาบอกว่าไปคราวนี้ทำตัวดีๆหน่อยนะ เราก็สงสัยว่า อ้าว..ทำไม เขาก็เลยเฉลยว่า อ้าว..ไม่รู้เหรอว่าถูกรัฐบาลแบนไม่ให้ไปทีวีพูล แล้วพี่คนนี้เป็นคนไปขอกับคนใกล้ชิดของคุณทักษิณในขณะนั้นว่าให้ไปเถอะเพราะว่ามันไม่เป็นธรรม เขาก็เลยกำชับมาว่าถ้าให้ไปแล้วให้ทำตัวดีๆ พอเรารู้ก็โกรธมากเลย ถ้าอย่างงั้นไม่ไป เพราะว่าถ้าจะไปเนี่ยต้องไปโดยการตัดสินใจของช่อง 7 ถ้าไปเพราะคนรับใช้คุณทักษิณผงกหัวว่าให้ไปได้เนี่ยไม่ไป ตอนนั้นก็วุ่นวายมากเพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ตอนนั้นกอง บก.ช่อง 7ก็โกรธมากเพราะถือว่าทำให้เขายุ่งยากมากที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่เราก็ยืนยันว่าไม่ไป
      
       **แต่ที่ผ่านมาคุณสมจิตต์ก็ไม่ได้จี้ถามเฉพาะรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ซึ่งมีปัญหาเรื่อง สปก.4-01 คุณสมจิตต์ก็จี้ถามคุณชวนจนเกิดเป็นวิวาทะ กลายเป็นประเด็นที่ครึกโครม
      
       ก็ไม่ใช่วิวาทะ แค่คุณชวนให้กลับไปถามคุณพ่อคุณแม่ (หัวเราะ) ในสมัยคุณบรรหารก็เคยโดนที่จะให้สั่งย้ายจากทำเนียบฯ ก็โดนมาทุกสมัย
      
       **แล้วคิดว่าคุณทักษิณกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลัวอะไรกับคนชื่อสมจิตต์
      
       เขากลัวความจริงมั้ง เขาไม่ได้กลัวคนหรอก
      
       **เขาไม่กล้าตอบคำถามถึงขนาดจะต้องย้ายนักข่าว ?
      
       คือเขาคิดว่าถ้าเกิดมันมีคำถามที่จะทำให้เขาตอบไม่ได้มันก็จะทำให้สถานะของเขาดูแย่ลง มันก็จะทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่าเขามีปัญหาอะไรเขาถึงตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ง่ายกว่าในความคิดของคนที่มีอำนาจว่าถ้าตัดนักข่าวคนที่จะทำให้เกิดปัญหาตรงนั้นไปได้เขาก็สามารถควบคุมภาพที่จะปรากฏต่อสาธารณะได้อย่างที่เขาต้องการ แต่การทำแบบนั้นมันไม่ยุติธรรมกับประชาชน
      
       **แปลว่านักข่าวส่วนใหญ่จะไม่กล้าถามคำถามที่นักการเมืองไม่อยากตอบ
      
       คือมันก็พูดยาก มันมีหลายปัจจัย หลายเหตุผล และแต่ละคนก็มีข้อจำกัดของตัวเองที่แตกต่างกันไป แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะกล้าออกจากกรอบที่ตัวเองถูกขีดไว้ไหม แต่อีกอย่างที่มันเป็นปัญหามากๆคือสื่อไม่ได้เห็นว่างานนี้มันเป็น 'วิชาชีพ' แค่เห็นว่ามันเป็น 'อาชีพ' ที่ทำให้มีอยู่มีกินและมีสถานะในทางสังคมเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราแทบจะไม่ได้เห็นการตั้งคำถามในเชิงตรวจสอบ การตั้งคำถามในเชิงทุกข์ร้อนไปกับสังคมในสิ่งที่นักการเมืองได้ทำไม่ดีกับบ้านเมือง
      
       **แล้วเราก็ไม่ค่อยเห็นคำถามในเรื่องการคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ
      
       ก็อาจจะมีการตั้งคำถามในลักษณะถามให้ตอบ แล้วก็เอาคำตอบนั้นมาเพื่อให้เป็นข่าว แต่ไม่ได้ถามเพื่อที่จะลงลึกลงไปว่าไอ้สิ่งที่เขาพูดมันโกหกหรือเปล่า มันบิดเบือนข้อเท็จจริงไหม ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่สื่อมวลชนที่กำลังนำเสนอข่าวในลักษณะแบบนี้ถือว่าไม่เคารพต่อประชาชน ทั้งที่จริงๆแล้วคำว่าสื่อมวลชนเนี่ย เจ้านายของสื่อมวลชนคือประชาชน ไม่ใช่แม้กระทั่งต้นสังกัดของเราด้วยซ้ำไปถ้าเราคิดว่าเราคือ 'สื่อมวลชน' นะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องคิดถึงอันดับแรกในการตั้งคำถามคือผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนหรือเปล่า แม้ว่าคำถามนั้นจะมีคนไม่พอใจ
      
       แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากไปถึงสื่อมวลชนด้วยกันคือการที่สื่อละเลยต่อปัญหาของสังคมโดยมองเห็นแค่ว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่สื่อทำหน้าที่เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ทั้งๆที่หน้าที่ของสื่อไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ แต่ต้องเป็นคนที่เอาประเด็นที่เกิดขึ้นมากางให้สังคมเห็นว่าประเด็นไหนมันถูกมันผิด ซึ่งขอยืนยันว่า 'สื่อไม่ควรเป็นกลาง'
      
       **แปลว่าสื่อเป็นกลางไม่ได้
      
       เป็นกลางไม่ได้ ไม่อย่างนั้นในตำราที่เรียนมาเขาคงไม่บอกหรอกว่า...สื่ออยู่ในสถานะที่ชี้นำสังคมได้ ถ้าสื่อเป็นกลาง สื่อจะชี้นำสังคมไม่ได้เลย แต่ประเด็นตอนนี้ก็คือว่าสื่อเอาคำว่า 'เป็นกลาง' มาครอบ บางคนก็อาศัยคำนี้เพื่อจะอธิบายว่าทำไมตัวเองถึงไม่ทำข่าวนี้หรือไม่นำเสนอข้อมูลนี้เพราะว่ามันง่ายดีที่จะอธิบาย ขณะที่จริงๆ แล้วอาจมีปัจจัยตั้งมากมายที่ทำให้ไม่กล้านำเสนอข่าว เช่น กลัว ถูกแทรกแซง เยอะแยะไปหมด ด้วยปัจจัยแบบนี้ทำให้สังคมไทยอ่อนแอในการที่จะรับข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน และข้อมูลในอันที่จะเป็นประโยชน์กับตัวของประชาชนในการที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งที่นักการเมืองทำไม่ดีกับประเทศ
      
       **การที่สื่อจำนวนไม่น้อยนำเสนอเฉพาะสิ่งที่นักการเมืองพูด โดยที่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่เรียกว่าความเป็นกลาง เพราะเท่ากับสื่อจะกลายเป็นกระบอกเสียงให้นักการเมือง ช่วยนักการเมืองโกหก
      
       ใช่ อันนี้ก็เป็นปัญหาว่าบางทีสื่อเองไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอก็จะทำให้สื่อเป็นได้แค่บุรุษไปรษณีย์ก็คือเป็นผู้ส่งสารจากคำพูดที่แหล่งข่าวพยายามสื่อเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้คิดว่าคำพูดนั้นมันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มันเหมือนกับสื่อปล่อยให้ประเด็นข่าวถูกกำหนดโดยแหล่งข่าว แทนที่ข่าวควรถูกกำหนดโดยข้อเท็จจริง และนักข่าวเป็นคนแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น แต่มันกลายเป็นว่าวันนี้ข่าวที่ปรากฎมันถูกกำหนดโดยคนที่พูด แล้วสื่อทำหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ ซึ่งมันไม่ใช่การทำหน้าที่สื่อ แล้วมันอันตรายต่อสังคมด้วย
      
       อันดับแรกสื่อต้องเป็น Gate Clipper หรือเป็นคนที่กลั่นกรอง เป็นประตูปิด-เปิดข่าวสาร ถ้าเราไม่ได้เป็นประตูเลย แหล่งข่าวพูดอะไรก็ออกมาหมด ทั้งของดีของเสียออกมาหมด แล้วสังคมจะแยกแยะได้ยังไงว่าอันไหนคือของดี-ของเสีย ปัญหาของบ้านเมืองตอนนี้อย่าโทษแค่นักการเมือง ความจริงสื่อก็มีส่วนอย่างมาก ต้องถามคนที่จะมาเป็นสื่อว่าคุณพร้อมที่จะเป็นสื่อมวลชนที่จะปกป้องผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติไหม ?
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000043821



บทความสดุดีสมจิตต์ จากผู้จัดการ


สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้หญิงที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรเอาอย่าง / โชกุน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   7 เมษายน 2555 06:55 น.   
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000042880

-------------------------------------------------------------
นี่เป็นกระทู้ก่อนหน้านี้เรื่องคำสั่ง สำนักนายกฯ   
เปิดหลักฐานสำนักโฆษกยิ่งลักษณ์ สั่งยกเลิกทีมข่าวช่อง7 -สมาคมสื่ออุ้มสมจิตต์
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=36587.0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2012, 05:33:20 PM โดย ขวดเปล่า » บันทึกการเข้า
Prem
ตาสว่าง
****

Karma: +6/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,750


« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 07, 2012, 09:47:45 PM »

........... หนูผี.... นี่หว่า...
บันทึกการเข้า
บักฮูขี บ้านนาควาย
ตาสว่าง
****

Karma: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,090



« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 08, 2012, 12:49:39 AM »

น้องซิน'สมจิตต์, ไอ้หนก, ไอ้เสี่ยเผือก, แอชโฮลผู้ล้มละลาย เและกระบวน "สื่อเหี้ยเลียไข่เผด็จการ" กระดี๋กระด๋าใคร่อยากทำข่าว... Huh?

ไปโลด เช่ากระสวยอวกาศ ติดตามไปโลด จะอุ้มเชิดชู จะไล่จิกกัด ไปโลดไปทำหน้าที่สื่อฯ ให้สาสะใจโลด
ต้นสังกัดก็อย่ารอช้า จัดให้ จัดไป เร้ยส์

แหวะ...  จัดหนักบ่ได้ (กลัวถูกยกฟ้อง)
บันทึกการเข้า

ชาติคือประชาชน ไม่มีประชาชนก็ไร้ชาติ. ประชาชนจงเจริญ
Bell
ตาสว่าง
****

Karma: +64/-12
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,898


« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 08, 2012, 08:41:05 AM »

เห็นหน้ายัยคนนี้..จึงรู้ว่า  ผี มีจริง...คนอะไร้ขี้เหร่ทั้งกาย วาจา ใจ..

นายกฯปู ไม่ต้องคิดจะเลียนแบบหรอกค่ะ..แบบเลวแบบนี้ แค่ปรายตามองก็จะเสียราศีแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
แมวอ้วนอ้วน
Administrator
ตาสว่าง
*****

Karma: +23/-10
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,235



« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 08, 2012, 10:04:05 AM »

อ้างถึง
**แปลว่าสื่อเป็นกลางไม่ได้
     
       เป็น กลางไม่ได้ ไม่อย่างนั้นในตำราที่เรียนมาเขาคงไม่บอกหรอกว่า...สื่ออยู่ในสถานะที่ชี้นำ สังคมได้ ถ้าสื่อเป็นกลาง สื่อจะชี้นำสังคมไม่ได้เลย


ไม่รู้ว่าคุณสมจิตร เรียนแล้วเข้าใจอะไรผิดหรือป่าวครับ

ที่ว่า "สื่ออยู่ในสถานะชี้นำสังคมได้"  คำพูดนี้ถูกต้องนะครับ แต่คุณอาจจะเข้าใจความหมายผิด

"สื่ออยู่ในสถานะชี้นำสังคมได้" ก็เพราะ "สื่อ" ทำหน้าที่เป้นกระบอกเสียงบอกกับสังคม ก็เลยมีผลชี้นำในสังคม

แต่เขาไม่ได้สอนให้คุณ "สื่อ" มาเป็นผู้ชี้นำสังคมหรอกนะครับ เพราะหากทำอย่างนั้นแล้วคุณก็ไม่ต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อ

หน้าที่ของ "สื่อ" คือนำเสนอ "ความจริง ที่ครบถ้วน" ให้สังคมได้รับรู้ แล้วสังคมก็จะไปพิจจารณาเอง


ในเมื่อคุณสมจิตร ตอบออกมาชัดเจนอย่างนี้แล้วว่าเป็น "สื่อที่เลือกข้าง" ก็ดีครับ
ต่อไปคนที่เขาได้ข้อมูลจากคุณ เขาจะได้รู้ไปเลยว่าเป็นข้อมูลจา "สื่อที่เลือกข้าง" จะได้ไม่ต้องมาหลอกกันต่อไป


บันทึกการเข้า

ประชาชนจงเจริญ     ประชาชนจงเจริญ     ประชาชนจงเจริญ
Saichol
ตาสว่าง
****

Karma: +4/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,197


« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 08, 2012, 07:55:13 PM »

..อีกัวน่า หนังลาย..หายาก คิดว่าสูญพันธ์ไปแล้วเสียอีก....นับว่าเป็นของแปลกประจำถิ่นอย่างหนึ่ง..


บันทึกการเข้า
HardCoreLady
ตาสว่าง
****

Karma: +14/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,823


ประชาธิปัตย์ชื่อเดียว ล่มจมได้ทั้งประเทศ


« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 08:22:45 AM »

โดยความคิดส่วนตัว..ผู้หญิงคนนี้ น่าตา ขี้เหร่มากกกกกกกกก และนิสัย ยังไม่ดีอีกต่างหาก แค่นั้นค่ะ 

เพราะตัวคุณเอง ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกแย่ๆ กับคำถาม แบบไม่เป็นกลาง ฉะนั้น ประกาศตัวชัดเจนว่า ตนเองไม่เป็นกลางแบบนี้แล้ว จะมาโวยวาย หาพระแสงอะไรมิทราบ
บันทึกการเข้า

ตอแหลคืองานหลัก แดกหนักคือนโยบาย โง่กว่าควายคือพื้นฐาน เลี้ยงจัณฑาลคือภาพพจน์ ทรยศคือสันดาน
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 12:08:27 PM »

เห็นด้วยกับคุณแมวอ้วนอ้วน ครับ ประเด็นนี้แหละ เรื่องใหญ่
สื่อควรเสนอความจริงหรือควรเสนอสิ่งที่อยากเสนอกันแน่
พอดีไปเจอบทความนี้วิจารณ์สื่อด้วยกันได้ดีทีเดียวครับ


อ้างถึง
'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ SAGA: สมจิตต์ ช่อง 7
Sun, 2012-04-08 11:08
งานนี้ต้องมีชื่อเต็ม เพราะอยากทำความเข้าใจให้ชัดเจนแต่แรกว่า ผมไม่ได้เขียนวิพากษ์สมจิตต์ นวเครือสุนทร แต่ยกกรณีของเธอมาตั้งคำถามถึงขอบเขตของการทำหน้าที่สื่อ
 
ผมไม่รู้จักสมจิตต์เป็นการส่วนตัว มีน้องๆ บอกว่าเธอเคยฝึกงานแนวหน้า สมัยผมอยู่ แต่จำกันไม่ได้และไม่เคยเจอกันอีก เข้าใจว่าจะเป็นรุ่นไล่ๆ กับ “น้องเล็ก” วาสนา นาน่วม ซึ่งหลังเรียนจบ แนวหน้าก็รับเข้าทำงานเป็นนักข่าวทหารตั้งแต่ต้น
 
ผมสอบถามเรื่องสมจิตต์จากคนที่รู้จักเธอ ทราบว่าเป็นนักข่าวที่เก่ง จับประเด็นแม่น ไม่ต้องจด ไม่ต้องไปไล่เทปดูอีกครั้ง แล้วก็กล้าซักถาม ทำการบ้าน (ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักข่าวที่เก่ง พวกยืนแอบหลังเพื่อนจดข่าวอย่างเดียวไม่มีทางก้าวหน้า)
....................................ฯลฯ
http://www.prachatai.com/journal/2012/04/40005
บันทึกการเข้า
อามูโระ vs killer รักนิติราษฎร์
ตาสว่าง
****

Karma: +6/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,571


« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 01:09:24 PM »

เปิดเผยมาแล้ว

จะได้ไม่ดูข่าวช่อง 7

ปล.ดูแต่ข่าวช่อง 7 ช่วงเช้า 6.00 น. เท่านั้น

เพราะ media เป็นสื่อเครือทัคกี้

 xxx13
บันทึกการเข้า

ไม่ดูช่อง 7 อีกต่อไป เพราะโจมตีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
kiwi
ตาสว่าง
****

Karma: +14/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,197


« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 04:24:19 PM »

อันที่จริงแล้วสื่อก็เลือกข้างได้นะครับ แต่ต้องประกาศตัวไปเลยว่าสนับสนุนพรรคไหน ขั้วการเมืองไหน เปิดเผยให้ชัดเจนแบบประเทศประชาธิปไตย ไม่ว่ากันพรรคไหนน่าเชียร์สนับสนุนก็อวยกันไปเลย ประชาชนมีหัวคิด
ส่วนสื่อไหนที่อยู่ได้เพราะเงินบริจาคหรืออื่นๆก็ถึงทำหน้าที่เป็นกลางและควรตรวจสอบได้

แต่บ้านเรามันไม่ใช่ โคตรเอียง ยังหน้าด้านตีหน้าซื่อบอกกลาง บางเจ้าเชียร์มันทั้งสองข้างเลยเหยียบเรือสองแคม
พอจะตรวจสอบก็โวยวาย แบบนี้น่าไม่อายนะครับ สื่อไทยทั้งหลาย
บันทึกการเข้า
FREETHAI 60
ตาสว่าง
****

Karma: +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 263


« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 13, 2012, 10:48:05 PM »

.

คนบางคนมีกรรมทั้งที่เกิดมาหน้าตาตนไม่ได้กระทำกับทั้งนิสัยสันดานที่ตนกระทำ... 77

นอกจากหน้าตาไม่น่ารัก จิตใจยิ่งไม่น่ารักยิ่งกว่า...
Angry

.
บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 25, 2012, 05:32:05 PM »

“สมจิตต์” ยันการเมืองแทรกช่อง 7 ต่อสายบีบผู้บริหาร ไม่ต่างยุค “แม้ว”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   25 เมษายน 2555 14:42 น.   

“สมจิตต์” หอบหลักฐานแจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สภา ยันรัฐแทรกแซงช่อง 7 ต่อสายบีบผู้บริหารเปลี่ยนตัวนักข่าว ชี้พฤติกรรมไม่ต่างจากยุค “แม้ว” สกัดทำข่าวนายกฯ ยอมรับช่อง 7 ประท้วงไม่เสนอข่าว “ปู” ช่วงสงกรานต์ แสดงจุดยืนไม่ยอมให้การเมืองแทรก ด้าน “นิพิฏฐ์” แขวะองค์กรสื่อทำได้แค่ออกแถลงการณ์
       
       วันนี้ (25 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องเรียนกรณีนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้สอบสวนการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ในกรณีที่สำนักโฆษกระงับการเดินทางไปกัมพูชาเพื่อปฏิบัติภารกิจทำข่าวนายกรัฐมนตรีร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 3-4 เมษายน 2555 ของ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในฐานะทีมทีวีพูลล่วงหน้า โดยได้เชิญ น.ส.สมจิตต์ และนายสมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวช่อง 7 นางปรารถนา สุทิน ผู้อำนวยการสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ
       
       นายสมโภชน์กล่าวถึงข้อเท็จจริงต่อปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ช่อง 7 ได้รับมอบหมายจากทีวีพูลให้ติดตามภารกิจนายกรัฐมนตรี โดยปกติการส่งทีมข่าวติดตามภารกิจจะมี 2 ทีม คือ ทีมล่วงหน้า และทีมที่เดินทางพร้อมคณะ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เป็นคิวของ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นทีมล่วงหน้าเดินทางไปกับนายชรัส จรรยา ช่างภาพ ส่วนอีกทีมจะเดินทางขึ้นเครื่องพร้อมนายกรัฐมนตรี คือ นายเจษฎา อุปนิ และช่างภาพ ซึ่งรายชื่อทั้งหมดส่งให้กองงานโฆษกประสานกระทรวงการต่างประเทศไปยังกัมพูชาเรียบร้อยหมดแล้ว โดยได้รับการตอบรับให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางกองงานโฆษกแจ้งมาที่ช่อง 7 ว่าทุกอย่างเรียบร้อย สามารถออกตั๋วเครื่องบินในวันที่ 28 มีนาคม เท่ากับว่ารายชื่อของทีมข่าวสามารถเดินทางเข้ากัมพูชาได้อย่างถูกต้อง และ น.ส.สมจิตต์ได้เดินทางไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับภารกิจการประชุมอาเซียน และการหารือทวิภาคี โดยทางสำนักโฆษกจะสรุปภารกิจให้เป็นแนวคำถามกับทีมข่าว
       
       นายสมโภชน์เล่าต่อว่า ผลที่ตามมาหลังจากที่่ น.ส.สมจิตต์ได้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี ผู้บริหารช่อง 7 สองท่านโทรศัพท์แจ้งตนว่ามีนักการเมืองในรัฐบาลท่านหนึ่งโทร.หาเพื่อขอให้ยกเลิกการส่ง น.ส.สมจิตต์ ไปปฏิัติภารกิจนี้ ตนจึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้รับคำตอบว่า ผู้ใหญ่ในรัฐบาลขอมา แต่ตนได้ยืนยันในฐานะผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการ และผู้บังคับบัญชาของ น.ส.สมจิตต์ ว่านี่คือการบริหารจัดการภายในของช่อง 7 และเป็นคิวของ น.ส.สมจิตต์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะยอมให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงระงับการเดินทางไปของทีมข่าว เพราะเป็นการบริหารจัดการภายในของสถานี นอกจากนี้ยังมีการออกตั๋วเครื่องบินพร้อมกับจองที่พักที่กัมพูชา รวมทั้งดำเนินการทางเอกสารครบถ้วนแล้ว จึงขอให้ผู้บริหารทบทวน ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่ผู้บริหารรับฟังเสียงสะท้อนของตนในฐานะผู้ปฏิบัติงาน จึงยืนยันให้ น.ส.สมจิตต์ปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่หลังจากนั้นสองวันก็มีหนังสือจากสำนักโฆษกระงับการเดินทางของทีมล่วงหน้าอ้างว่ากัมพูชามีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนสื่อมวลชน และการดูแลรักษาความปลอดภัย
       
       “ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน และยืนยันกับผู้บริหารให้ น.ส.สมจิตต์ไปทำข่าว แต่ด้วยข้อจำกัดในฐานะเป็นสมาชิกทีวีพูล และผมเป็นพนักงานช่อง 7 ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของผู้บริหาร แต่ผมก็ต้องบอกว่าผมไม่ยอมรับการแทรกแซงจากการเมืองที่ใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงสื่อมวลชน ผมมีความมั่นใจในตัว น.ส.สมจิตต์ ว่ามีความเป็นมืออาชีพที่สามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่บกพร่อง ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 10 ปี น.ส.สมจิตต์ไม่เคยมีประวัติถูกร้องเรียนเรื่องผลประโยชน์ และมีจรรยาบรรณวิชาชีพมาตลอด จึงไม่มีเหตุผลที่การเมืองจะเข้ามาแทรกแซงเช่นนี้
       
       ในฐานะที่ทำงานสื่อมวลชนมากว่า 20 ปี ผมมั่นใจว่าการกระทำครั้งนี้ของคนในรัฐบาล เป็นการแทรกแซงด้วยวาจา ก่อนที่จะมีคำสั่งตามมาภายหลัง เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว และหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ทางช่อง 7 ก็ได้แสดงออกอย่างหนึ่ง คือ ไม่นำเสนอภารกิจนายกรัฐมนตรีในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนให้ฝ่ายการเมืองได้เห็นจุดยืนของช่อง 7 ที่ำไม่ยอมรับการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และยืนยันว่าหากถึงคิวที่ช่อง 7 ต้องส่งทีมข่าวไปติดตามทำข่าวนายกรัฐมนตรีในฐานะทีวีพูลก็จะส่ง น.ส.สมจิตต์ไป เพราะเป็นคิวของ น.ส.สมจิตต์จะตัดสิทธิ์ไม่ได้” นายสมโภชน์กล่าว
       
       ด้าน น.ส.สมจิตต์ ได้นำหลักฐานการแจ้งยกเลิกคณะสื่อมวลชนทีมล่วงหน้าที่ทำถึงประธานโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ที่ลงนามโดยนางปรารถนา สุทิน ผู้อำนวยการสำนักโฆษก และเอกสารของกลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก เกี่ยวกับแนวคำถาม-คำตอบสำหรับนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทีวีพูล (ช่อง 7) ซึ่งมีการระบุถึงการเจรจาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลซึ่งจะให้คณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชาเป็นประธานเจรจา มามอบต่อกรรมาธิการฯ ด้วย พร้อมกับชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่รอการสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามว่า “คนที่ชื่อสมจิตต์มาหรือไม่” ซึ่งตนก็ตอบไปว่ามาแล้ว จากนั้นประมาณ 15 นาที เลขาฯ ส่วนตัวและนายเวรนายกรัฐมนตรีก็เดินเข้ามาหา ซึ่งก็ทักทายตามปกติแต่ไม่ได้พูดคุย ก่อนที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกส่วนตัวนายกรัฐมนตรีจะเข้ามาทักทาย และในระหว่างการสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี นายสุรนันทน์ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงน่าจะทราบดีว่ารายละเอียดของเหตุการณ์เป็นอย่างไร แต่กลับมีการกล่าวหาตนผ่านทวิตเตอร์ที่ตอบคำถามนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ประจำทำเนียบรัฐบาล ว่าตนมีอคติ ไม่ให้เกียรตินายกรัฐมนตรี และตั้งคำถามโดยไม่ทำการบ้าน ซึ่งจากเอกสารที่ตนได้แสดงต่อกรรมาธิการฯ ก็ยืนยันแล้วว่า มีการระบุเกี่ยวกับการเจรจาปัญหาพื้ที่ทับซ้อนทางทะเลว่าจะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ และขอให้ทางกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือขอเทปมาสเตอร์ที่ตนสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีในวัที่ 28 มีนาคม 2555 มาประกอบการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ว่ามีส่วนใดที่แสดงถึงอคติ หรือการไม่ให้เกียรตินายกรัฐมนตรีตามที่นายสุรนันทน์กล่าวหาหรือไม่
       
       “ถามว่าคิดว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่อยากให้เดินทางไปทำข่าวนายกฯ ก็คิดว่าอาจจะเกิดจากกรณีที่มีประธาน นปช.เพชรบุรี เคยส่งอีเมลข่มขู่ที่ถามจนนายกรัฐมนตรีเดินหนี และอคติของนายสุรนันทน์ เพราะถ้อยคำจากทวิตเตอร์ที่กล่าวหาดิฉันนั้น แสดงถึงอคติอย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการตอบทวิตเตอร์นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ที่ถามว่า ตกลงขอให้เปลี่ยนตัวนักข่าวจริงหรือเปล่าครับ ตอบตรงประเด็นหน่อย โดยนายสุรนันทน์ตอบว่า ไม่ชอบ แต่ใครจะไปกล้าสั่ง ใหญ่ๆ กันทั้งนั้้น และยังมีคำตอบผ่านทวิตเตอร์ของนายสุรนันทน์ที่พาดพิงถึงผู้บริหารช่อง 7 โดยระบุว่าควรให้เกียรติรัฐบาลด้วย จึงต้องตั้งคำถามว่า นายสุรนันทน์มีการติดต่อถึงผู้บริหารช่อง 7 ในเรื่องอะไร และประเด็นไหนที่ผู้บริหารช่อง 7 ทำให้นายสุรนันทน์มีความรู้สึกว่าผู้บริหารไม่ให้เกียรติรัฐบาล เกี่ยวข้องโทรศัพท์สายที่ต่อถึงผู้บริหารเพื่อให้เปลี่ยนแปลงทีมข่าวแต่ไม่ได้รีบการตอบสนองหรือไม่ และหากนายสุรนันทน์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงจะเป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะนายสุรนันทน์อยู่ในระหว่างการถูกตัดสิทธิทางการเมือง จะข้องเกี่ยวกับการบริหารราชการไม่ได้” น.ส.สมจิตต์กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวช่อง 7 กล่าวด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมีการตั้งข้อสังเกตจากนายประดิษฐ์ ว่าอาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 46 เพราะเป็นการแทรกแซงสื่อมวลชน ซึ่งสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแทรกแซงสื่อมวลชนด้วย และยืนยันว่าการถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตนก็ถูกย้ายจากทำเนียบรัฐบาลไปรับผิดชอบองค์กรอิสระ และห้ามไม่ให้ติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณไปปฏิบัติภารกิจในนามทีวีพูลเช่นเดียวกัน โดยมารับทราบในภายหลังเนื่องจากมีทริปที่จะเดินทางไปบรูไนเพื่อตามทำข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และถูกกำชับจากนักข่าวรุ่นพี่ในช่อง 7 ให้ทำตัวดีๆ ในระหว่างการทำงาน
       
       “ทำให้ดิฉันเกิดความสงสัย จึงสอบถามจนได้ทราบว่า นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขาฯ ส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอไม่ให้ช่อง 7 ส่งดิฉันไปทำข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ แต่การเดินทางไปบรูไนในคราวนั้น นักข่าวรุ่นพี่รายนี้ได้ไปขอกับนายผดุง จึงได้รับการเสนอชื่อให้เดินทางไปได้ แต่ดิฉันก็ขอยกเลิกการเดินทางเพราะไม่เห็นด้วยที่ช่อง 7 จะยอมให้ฝ่ายการเมืองมาแทรกแซงเช่นนี้ การจะเดินทางไปต่างประเทศของทีมข่าวช่อง 7 ต้องเกิดจากการบริหารจัดการขององค์กร ไม่ใช่ต้องรอให้นายผดุงพยักหน้าจึงส่งนักข่าวไปได้ และในยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายก ก็เคยมีความพยายามที่จะย้ายดิฉันออกจากทำเนียบรัฐบาลเช่นเดียวกัน ซึ่งกรรมาธิการฯ สามารถตรวจสอบการทำงานและการตั้งคำถามนายกรัฐมนตรีแต่ละยุคของดิฉันได้ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่” น.ส.สมจิตต์กล่าว
       
      ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า องค์กรสื่อว่าจะมีวิธีการปกป้องการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนได้มากกว่าแค่การออกแถลงการณ์แล้วจบไป โดยไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงเสนอให้กรรมาธิการฯ เชิญองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงแนวทางที่จะปกป้องวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ให้ถูกแทรกแซงได้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญตรา 46 มีสภาพบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
       
       ขณะที่ นายสุพล ฟองงาม ที่ปรึกษากรรมาธิการฯ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยที่ช่อง 7 ไม่นำเสนอข่าวนายกรัฐมนตรีในช่วงวันสงกรานต์เพราะถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่ควรพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะจะถูกมองได้ว่าเป็นเรื่องการเมือง ทำให้นายสมโภชน์ชี้แจงว่า การตัดสินใจไม่นำเสนอข่าวนายกรัฐมนตรีในช่วงสงกรานต์เป็นสิทธิและดุลพินิจของช่อง 7 ซึ่งในการทำงานก็ส่งทีมข่าวติดตามภารกิจนายกรัฐมนตรีตามปกติ เพียงแต่ไม่ได้นำภาพข่าวในช่วงเวลานั้นมาออกอากาศเท่านั้น ซึ่งช่อง 7 ก็มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในฐานะสื่อมวลชน หากมีใครเห็นว่าผิดกฎหมายก็ดำเนินการได้ ขณะที่ น.ส.สมจิตต์ระบุว่า การพูดชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการถึงการแทรกแซงสื่อในแต่ละยุคที่ตนได้ประสบเท่านั้น

http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000051414
บันทึกการเข้า
อามูโระ vs killer รักนิติราษฎร์
ตาสว่าง
****

Karma: +6/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,571


« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 25, 2012, 10:06:01 PM »

สมโภษณ์ โตรักษา รู้จักพอสมควร

(เพราะเคยดูข่าวช่อง 7 แต่ไม่เคยไปพบนักข่าว)

นายคนนี้ชอบทำข่าวเกี่ยวกับแมลงสาบ และชอบแทรกประเด็น

โดยนำความเห็นตนมาเสนอต่อคุณศรีสุภางค์และคุณ GEM

(จำได้ช่วงหนึ่งตอนที่ไก่ ภาษิตเคยอยู่ในช่อง 7)

ปล.นังเหยิน ลาออกจากช่อง 7 เหอะ แล้วไปอยู่สังกัด ASTV/Blue Sky เหอะ

เพราะไปดูใบสำรวจเรตติ้ง ช่อง 7 อันดับ 1 ควรจะเป็นสื่อกลางที่ประชาชนตรวจสอบสื่อ

ส่วนอีสมาคมสื่อทีคุณมดแดงตรวจสอบสื่อก็ไปคุกคามหาว่าเค้า จนโดนพวก 3 เกลอล่อกันเองเอาไปยำ

มีต่อ....เรื่องโรเบิร์ทจี้จุดนังโรคจิต นวเครือสุนทร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2012, 10:12:48 PM โดย อามูโระ vs killer รักนิติราษฎร์ » บันทึกการเข้า

ไม่ดูช่อง 7 อีกต่อไป เพราะโจมตีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
อามูโระ vs killer รักนิติราษฎร์
ตาสว่าง
****

Karma: +6/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,571


« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 25, 2012, 10:18:17 PM »

โรเบิร์ทจี้จุดสมาคมสื่อ

อ้างถึง
ท่าทีต่อศีลธรรมและการผลิตนิทานปรัมปราของสื่อมวลชนไทย



เหตุการณ์ล่าสุดที่ผู้สื่อข่าวช่อง 7 นางสาวสมจิตร นวเครือสุนทรถูกคุกคามโดยกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กที่ไม่พอใจการนำเสนอข่าวที่พวกเขาคิดว่าไม่เป็นกลาง และมีการเรียกร้องปลดให้ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่โชคร้ายยิ่งนัก ผมกับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ขอสนับสนุนเสรีภาพของการแสดงออกของคุณสมจิตร รวมถึงสิทธิของนักข่าวไทยทุกคนในการตั้งถามคำถามต่อบุคคลใดก็ได้ และตีพิมพ์ความคิดเห็นดังกล่าวได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือแน่นอนที่สุดคือถูกจับกุม แต่มันน่าขบขัน เมื่อกลุ่มบุคคลเดียวกันนี้กลับนิ่งเฉย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถูกยิงโดยพลซุ่มยิง และเพื่อนนักข่าวร่วมวิชาชีพถูกดำเนินนคดีจอมปลอมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ไม่มีมูล

แน่นนอนว่าสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องภาพรวม พวกเรากำลังมองดูการตีโพยตีพายตามสัญชาตญาณทั่วโปและการผสมปนเปเรื่องราวดังกล่าว มีสร้างกระแสความตื่นตระหนกเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมที่สูงเกินจริง โดยพยายามป้ายสีคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ใหญ่และกล้าหาญที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก ว่าเป็นสัญลักษณ์จิตในคับแคบ ผู้นำกลุ่มโดยธรรมชาติอย่างนักข่าวของเดอะเนชั่นที่มักเจตนาเพิกเฉยต่อข้อมูล และที่พยายามบิดเบือนกรณีสมจิตรให้ตรงกับความเห็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด ไม่ต่างจากเหตุการณ์เรื่องการเผาตึก Reichstag [เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยเผด็จการนาซีเรืองอำนาจ และนาย Van der Lubbe ถูกประหารชีวิตหลังจากถูกทรมานให้รับสารภาพ-ผู้แปล]นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกัน เนื่องจากมีการตีพิมพ์บทความเข้าข้างกลุ่มอำมาตย์หลายบทความ ซึ่งพิจารณาได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในแคมเปญใส่ร้ายป้ายสี

เสื้อแดงบางคนเกิดความรู้สึกอึดอัดและใจร้อนกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งสนใจที่จะรักษาเสถียรภาพท่ามกลางอำนาจที่มองไม่เห็นของตุลาการนอกระบบซึ่งคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ตามบทความของผมเรื่องรัฐซ้อนรัฐ) แต่ละเลยที่จะปกป้องกลุ่มเคลื่อนไหวจากการถูกโจมตีเหล่านี้ พวกเขาไม่ควรต้องรู้สึกเช่นนั้นเลย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรควรจะเคลื่อนไหวหรือพูดอะไรมากกว่านี้เพื่อปกป้องสมาชิกของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาควรจะอดทนต่อข้อกล่าวหาอันไร้สาระอย่างสิ้นเชิงซึ่งเป็นผลมาจาก “แคมเปญ” ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคุกคาม

ท่าทีเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมจอมปลอมของกลุ่มสื่อมวลชนชั้นชั้นนำที่ถูกควบคุมในประเทศไทยไม่ได้เป็นเรื่องของอุบัติเหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน การกระทำของพวกเขาเป็นการผลิตนิทานปรัมปราโดยตรง เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับแต่งเรื่องราวและสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงต่อคนเสื้อแดงในสลายการชุมนุมนองเลือดในปี 2553 เมื่อข่าวจอมปลอมเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับพลเรือนและผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติที่จะหวนกลับไปมองเหตุการณ์เมื่อครั้งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ปิดวิทยุชุมนุมหลายร้อยสถานี จำคุกนักโทษทางการเมืองร่วมร้อยรายเพราะพวกเขาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแน่นอนคือ สั่งให้กองทัพยิงสังหารผู้ชุมนุมมือเปล่า พวกกลุ่ม “เอ็นจีโอ” เหล่านี้ไม่พูดอะไรแม้แต่นิดเดียว และการคนกลุ่มเดียวกันนี้ต้องการที่จะเคลื่อนไหวปกป้องผู้สื่อข่าวช่อง 7 กลายมาเป็นเรื่องของความแสแสร้งและการฉกฉวยโอกาสอย่างล้ำลึก และยังทำให้สร้างความสับสนต่อความเข้าใจของประชาชนถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญ

นี่คือข้อเท็จจริง ประเทศไทยมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเสรีภาของการแสดงออก นี่คือประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่าประเทศใดในโลกนี้ ประเทศที่กฎเกณฑ์อันเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรถูกนำไปใช้อย่างเลินเล่อร้ายแรงถึงขั้นที่สื่อมวลชนถูกท้าทายอย่างล้ำลึกในการทำหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการกระทำผิด และทำให้ผู้กระทำผิดรู้สึกสบายใจ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สื่อมวลชนในกรุงเทพถูกทุ่มเททำงานห้กับฝ่ายตรงข้ามตนเอง

นักข่าวที่ยึดถือเสรีภาพทางการแสดงไม่ควรแค่ปกป้องสิทธิผู้สื่อข่าวช่อง 7 ในการถามคำถามยากๆ แต่ควรจะใช้เวลาทุกวันถ้าเป็นไปได้ในการเข้าฟังการพิจารณาคดีของผู้อำนวยการเวปไซต์ประชาไท จีรนุช เปรมชัยพร พวกเขาควรติดตามข่าวสารล่าสุดของคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และเผยแพร่ข่าวสารนั้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการดำเนินคดีเหล่านี้และคดีอื่นๆ และสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกโดเดี่ยวและถูกชักนำในทางที่ผิด พวกเขาควรจะปล่อยให้กลุ่มนักข่าวทุกคนไม่ว่าจะมีจุดยืนในทางการเมืองแบบใดก็ตาม ทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม หากตัดสินจากวันแรกๆที่พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน เรื่องเล่าของสื่อมวลชนมีแนวโน้มว่าจะเพ่งความสนใจไปที่ “โครงเรื่อง”ในจิตนาการที่เกี่ยวกับความรุนแรงของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างขาดความเชื่อมโยงและไม่สมเหตุสมผลมากขึ้น รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาจินตนาการเกี่ยวกับทักษิณ และในขณะเดียวกันก็จะเพิกเฉยต่อเรื่องราวที่สำคัญที่สุดนั้นคือ เรื่องราวของประเทศที่เสียหายและเต็มไปด้วยความวุ่นวายกำลังที่พยายามจะกลับกลับไปปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประชาชน มีการพิจารณาสร้างความปรองดองผ่านทางการรับผิดของทหารอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการเผชิญหน้ากับสภาวะที่ยุ่งเหยิงของเสรีภาพสื่อมวลชน แต่หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะถลำลึกและหลงใหลไปกับเรื่องของทักษิณอย่างผิดๆมากกว่าความสุขของคนไทยมากเท่าไร พวกเขาก็จะทำให้ตนเองกลายกลุ่มบุคคลนอกประเด็นได้เร็วขึ้นเท่านั้น

Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

http://robertamsterdam.com/thai/?p=872

...............................................................................

สมาคมสื่อ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ฃ

1.คุณมดแดงยื่นจดหมายไม่พอใจสื่อที่ไม่เสนอเป็นกลาง ด่า

2.จ.เจตน์เดรียกพบกนก ด่า

3.นังเหยินหมิ่น.... เฉย

4.กวีไกรทุบรถ voiceTV เฉย

6.ฌฮิโรยูกิและฟาบิโอถูกยิงตาย เฉย

8.คลิปหลุดพี่แป๋ว พัทรวี เฉย

9.นำคนที่ไม่เป็นกลางต่อการนำเสนอ ด่า

สรุปองค์กรสื่อในไทย หน้าxxx
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2012, 10:20:32 PM โดย อามูโระ vs killer รักนิติราษฎร์ » บันทึกการเข้า

ไม่ดูช่อง 7 อีกต่อไป เพราะโจมตีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 30, 2012, 01:12:56 AM »

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คุณสมจิตต์ มีความใกล้ชิดกับประชาธิปัตย์อย่างมาก
ช่วงน้ำท่วม ก็เกาะติดการทำงานของฝ่ายค้านอย่างออกหน้าออกตา











ข้อมูลจาก: คนข่าวชายขอบ ชอบสื่อสาร
https://www.facebook.com/ProfessioanlJournalist
บันทึกการเข้า
tnon
ตาสว่าง
****

Karma: +3/-3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,286


« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 30, 2012, 12:59:53 PM »

"สื่อไม่ควรเป็นกลาง"
จะจำเอาไว้
บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2012, 11:56:07 AM »

สมจิตต์ นวเครือสุนทร สื่อวีรสตรีช่อง 7 สี
โดย สุนันท์ ศรีจันทรา   2 พฤษภาคม 2555 14:24 น.

 ข่าวคราวของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ยังมีเป็นระยะ โดยล่าสุดเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ยื่นคำร้องต่อสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือ ยื่นฟ้องนางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งส่งอีเมลข่มขู่คุกคาม
       
          นางสาวสมจิตต์เป็นเพียงนักข่าวหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากนัก แต่กลายเป็นนักข่าวหญิงที่จรัสแสงขึ้นมา หลังจากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศ       
          ประเด็นการตั้งคำถามของนักข่าวหญิงช่อง 7 สีรายนี้ ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์อึ้ง เพราะหลายคำถามตอบไม่ได้ เลยพาลไม่พอใจ และตามมาด้วยกระบวนการแทรกแซง ข่มขู่คุกคาม หรือแม้กระทั่งการกดดันให้ต้องตกงาน
       
          นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เพียงแสดงสีหน้าความไม่พอใจนางสาวสมจิตต์ เมื่อถูกซักถามถึงการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังมีเครือข่ายองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ตามไปกดดันนางสาวสมจิตต์ ทั้งการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงเข้าไปที่ช่อง 7 สี ซึ่งเป็นต้นสังกัด การส่งอีเมลผ่านเครือข่ายคนเสื้อแดงโจมตี การกีดกันไม่ทำหน้าที่สื่ออย่างอิสระ และแม้แต่การสั่งห้ามเดินทางทำข่าวร่วมคณะกับนางสาวยิ่งลักษณ์ในต่างประเทศ
       
          กระแสความเกลียดชังนางสาวสมจิตต์ถูกปลุกเร้าในกลุ่มคนเสื้อแดง จนถึงขั้นนางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.เพชรบุรี ส่งข้อความผ่านอีเมลว่า “จำหน้าหล่อนไว้นะครับ เจอที่ไหนจัดให้ด้วยนะครับ” ซึ่งเป็นข้อความแสดงความข่มขู่และคุกคาม       
          ตามด้วยการที่กลุ่มคนเสื้อแดงปลุกระดมมวลชน ยกขบวนเดินทางไปที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี เพื่อกดดันให้ฝ่ายบริหารปลดนางสาวสมจิตต์
       
          แม้จะถูกกดดันคุกคามจากทุกทิศทุกทาง แต่นางสาวสมจิตต์ไม่เคยท้อแท้ และสู้ยิบตา ตั้งแต่แจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวพรทิพย์ ทั้งที่ประเมินไว้ล่วงหน้าว่า คดีจะถูกตัดตอนจากขั้นตอนพนักงานสอบสวน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
       
          เพราะตำรวจและอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง
       
          แต่นางสาวสมจิตต์ก็ไม่ยอมถอดใจ ยื่นคำร้องต่อสภาทนายความ เพื่อฟ้องดำเนินคดีประธาน นปช.เพชรบุรี โดยยืนยันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด       
          การต่อสู้ของนางสาวสมจิตต์จะจบลงอย่างไร ไม่อาจคาดหมายได้ และอาจเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง
       
          แต่วีรกรรมการต่อสู้ของนักข่าวหญิงตัวเล็กค่ายช่อง 7 สีรายนี้ ไม่อาจละเลยต่อการกล่าวถึง เพราะเป็นวีรกรรมที่ควรได้รับการสรรเสริญ โดยเฉพาะในวงการสื่อมวลชน       
          และเป็นแบบอย่างการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว ซึ่งแทบหาไม่ได้จากสื่อคนไหนหรือสื่อค่ายใดในยุคนี้
       
          การแทรกแซง ข่มขู่คุกคามสื่อมวลชน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่เกิดขึ้นมาแทบทุกรัฐบาล และเกิดขึ้นหนักตั้งแต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร       
          กระแสการแทรกแซงคุกคามสื่อ ไม่ได้ลดดีกรีลงเลย แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ สตรีรูปสวยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม       
          อำนาจรัฐที่อำมหิตมวลชนเสื้อแดงที่กระเหี้ยนกระหือรือ ผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่หอมหวน ทำให้สื่อมวลชนหลายคน และสื่อในหลายค่ายเปลี่ยนสายพันธุ์ตัวเอง จากสุนัขเฝ้าบ้านกลายเป็นสุนัขเฝ้าพ.ต.ท.ทักษิณ       
          สื่อบางค่ายทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้พ.ต.ท.ทักษิณ คอยเห่าหอนปกป้องเจ้านาย สื่อบางค่ายยอมศิโรราบเจรจาเชื่อมสายสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ และสื่อบางค่ายหดหัว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ โดยหลีกเลี่ยงการนำเสนอตีแผ่ข้อเท็จจริง       
          แต่นักข่าวตัวเล็กๆ ของช่อง 7 สีคนนี้ ไม่มีวันยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมสยบต่ออำนาจมือ แม้สื่อรุ่นพ่อรุ่นพี่ สื่อค่ายยักษ์ สื่อที่สร้างภาพว่ายืนหยัดรักษาอุดมการณ์ จะยอมศิโรราบก้มหัวให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์แล้วก็ตาม
       
          และแม้มีแรงกดดันรอบด้าน แม้การทำหน้าที่จะมีความเสี่ยงภัยมากขึ้น แม้การต่อสู้แทบจะถูกโดดเดี่ยว แต่ก็จะขอสู้ยิบตา เพื่อยืดหยัดในความถูกต้อง และเพื่อแสดงให้อำนาจเถื่อนที่หมายหัวรู้ว่า ยังมีนักข่าวที่ไม่ยอมขายวิญญาณเหลืออยู่       
          นางสาวสมจิตต์กำลังเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ระหว่างสื่อที่หนักแน่นและแน่วแน่ในอุดมการณ์กับอำนาจรัฐที่คุกคาม โดยไม่มีวันสยบต่อความไม่ถูกต้อง ไม่หวั่นไหวต่ออำนาจมืด และไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อนักการเมืองที่เข้ามากุมอำนาจรัฐเพียงเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและลูกน้องในสังกัดเท่านั้น       
          ส่วนสื่อมวลชนที่สวามิภักดิ์ต่ออำนาจเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากอำนาจรัฐ คงไม่แตกต่างจากโจรในคราบสื่อที่สมคบคิดกับนักการเมืองร่วมกันปล้นประเทศ       
          ท่ามกลางความฟอนเฟะในแวดวงสื่อ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ความสิ้นหวังต่อสื่อ และท่ามกลางอุดมการณ์สื่อที่อ่อนล้า นักข่าวหญิงตัวเล็กๆ จากช่อง 7 สี กลับลุกขึ้นมาสร้างวีรกรรมการต่อสู้กับอำนาจมืดอย่างเด็ดเดี่ยว ตบหน้าสื่อทั้งหลายที่ขายวิชาชีพเพื่อเอาตัวรอด       
          สื่อมวลชนรุ่นใหญ่ สื่อมวลชนที่เคยเป็นแบบอย่างของนักข่าวรุ่นน้อง สื่อค่ายใหญ่ๆ ที่คิดว่าจะยืนหยัดยึดมั่นในจุดยืนเพื่อประชาชน หันหลังให้อุดมการณ์ และซุกหัวใต้อำนาจกันแทบหมดแล้ว       
          แต่นักข่าวหญิงช่อง 7 สีตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังประกาศให้รู้ว่า สื่อที่ดียังมีอยู่ สื่อที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ยังไม่สาบสูญ       
          นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ควรอย่างยิ่งสำหรับการสดุดี แม้วีรกรรมการต่อสู้กับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างไม่ย่อท้อ จะไม่ทำให้สื่อรุ่นพ่อรุ่นพี่หรือสื่อทั้งหลายสำนึกถึงจิตวิญญาณความเป็นสื่อที่จางหายลงไปทุกทีก็ตาม
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000054321
บันทึกการเข้า
อามูโระ vs killer รักนิติราษฎร์
ตาสว่าง
****

Karma: +6/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,571


« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2012, 01:11:35 PM »

คุณขวดเปล่าครับ

ตกลงว่า หมาเนเจอร์กับมาร์คเป็นพวกเดียวแล้วเหรอ

พักหลังนี้ เขียนไปอวยไป

 78
บันทึกการเข้า

ไม่ดูช่อง 7 อีกต่อไป เพราะโจมตีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
Bell
ตาสว่าง
****

Karma: +64/-12
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,898


« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2012, 06:05:12 AM »

เออ..ยัยสมจิตต์นี่คลั่ง ปชป. จริง.. เป็นกลางมากเลยนะยะ กลางท่ามกลางหยุ่ม ปชป.   

-------------------------

ส่วนใครคุกคามใครก็ไม่น่าปัญญาอ่อน..สื่อแหละตัวคุกคามรัฐบาล  แหม..ทำเหมือนหมาที่ไล่งับคนโน้นคนนี้..เจอคนจริงถือไม้..ทำลงไปนอนกระแด่ว กระแด่วว่าจะถูกทำร้าย.. อีเวรเอ๊ย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: