หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธาริษา อดีตผู้ว่าแบงค์ชาติ อัดดร.โกร่ง ตีกันตำแหน่งรองผู้ว่าการธปท.  (อ่าน 1204 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ice angel
Administrator
ตาสว่าง
*****

Karma: +34/-5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 12,461



« เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 08:22:31 PM »

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20120816/466296/ธาริษาห่วงการเมืองป่วนแบงก์ชาติ-ย้ำต้องอิสระ.html

-ไล่ตั้งแต่การเข้าดำรงตำแหน่งของดร.โกร่ง ที่มาสับสน
-ห่วงการเมืองเข้าไปแทรกแทรงแบงค์ชาติกับตำแหน่งรองผู้ว่าการ
-คิดต่างแนวนโยบายดอกเบี้ย...
-แก้ข้อกล่าวหาไอเอ็มเอฟหนุนเลิกเงินเฟ้อในไทย




สรุปจากที่อ่านๆ ดูเธอออกมาตีกันตำแหน่งรองผู้ว่าแบงค์ชาตินั่นเอง

 17f0f3b0 17f0f3b0

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 16, 2012, 08:29:21 PM โดย ice angel » บันทึกการเข้า
Bell
ตาสว่าง
****

Karma: +64/-13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,692


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 09:23:45 PM »

เก่งจังเจ๊...เงินไทยแข็งเป๊กของเจ๊นี่  พ่อค้าแม่ค้าขายของออกนอกประเทศไม่ได้..ใครจะมาซื้อของแพงยะ..

ไม่ต้องจบนอกอย่างเจ๊..ก็เป็นผู้ว่าแบ็งค์ชาติได้ย่ะ
บันทึกการเข้า
kiwi
ตาสว่าง
****

Karma: +14/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,260


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 09:55:13 PM »

ทำยังกับว่าก่อนหน้านี้ที่เคยมีแบงค์ชาติมาเนี่ยไม่เคยมีการเมืองมาป่วนงั้นแหล่ะ

หรือเพราะพวกตัวเองไปคุมมานานเกินไปแล้ว พอจะมีอีกขั้วมาทำงานบ้างแล้วรับไม่ได้ กลัวถูกล้วงลูก กลัวความในจะถูกเอามาฉาว ถึงต้องออกมาโวยน่ะครับ???
บันทึกการเข้า
ice angel
Administrator
ตาสว่าง
*****

Karma: +34/-5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 12,461



« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 11:05:20 PM »


แดนสนธนาในแบงค์ชาติมีเรื่องราวอีกเยอะที่เราไม่รู้
และปกปิดไม่ให้เรารู้
ตอนนี้อดีตผู้ว่าแบงค์ออกโรงเองอย่างนี้ แสดงว่า
ฝ่ายรัฐบาลทำงานเหยีบตาปลาซะหล่ะมั้ง

 
บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 11:07:52 PM »

ห่วงการเมืองแทรกธปท.'ธาริษา'ยาอิสระแบงก์ชาติ-ตั้งรองผู้ว่าฯ ต้อง'คนใน'
16 สค.55

โต้"วีรพงษ์"ยันไอเอ็มเอฟปฏิเสธ หนุนเลิกกรอบเงินเฟ้อ
          "ธาริษา" ป้องแบงก์ชาติ ย้ำดำเนินนโยบาย การเงินต้อง "มีอิสระ" เพื่อสร้างความ "น่าเชื่อถือ" เผยต่างชาติเริ่มตั้งคำถาม ระบุ ผอ.ไอเอ็มเอฟ ปฏิเสธข่าวไม่เห็นด้วยกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ชี้อยู่ระหว่างทำหนังสือชี้แจง ยอมรับห่วงการเมืองแทรกตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ย้ำควรเป็นคนใน เหตุ ไม่ได้เป็นตำแหน่งการเมือง
          กรณี นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แสดงความเห็นว่าธปท.จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดในการดำเนินนโยบายใหม่ เพราะการใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation targeting) ไม่สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึง ธปท.จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดนโยบายการเงินใหม่ รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของธปท.ผ่านสื่ออีกด้วย
          นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธปท. ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ตอบโต้นายวีรพงษ์ โดยกล่าวว่า ค่อนข้างเป็นห่วง ถึงความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ธนาคาร กลางของ ธปท. เพราะเวลานี้ดูเหมือนว่า มีแรงกดดันจากภาคการเมืองเข้ามาค่อนข้าง มาก และนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มตั้งคำถาม ในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน
          "ตอนนี้ต่างชาติเริ่มมอง และเป็นห่วงในเรื่องความมีอิสระของธนาคารกลางว่าจะลดน้อยถอยลงไปหรือไม่ เพราะการทำนโยบายการเงินต้องมีความน่าเชื่อถือ ถ้าคนไม่เชื่อถือว่าถูกต้องแล้ว แบงก์ชาติจะทำอะไรเขาก็เดาใจไม่ถูก ส่งสัญญาณอะไรไปก็ล้มเหลว ประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงินก็จะด้อยลงด้วย"
          เธอกล่าวย้ำว่า การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางนั้น สิ่งสำคัญสุด คือ ต้องไม่ให้เกิดภาพว่า ขาดความเป็นอิสรภาพในการดำเนินงาน เพราะจะมีผลข้างเคียงต่อการดำเนินนโยบายการเงิน ดังนั้น การทำให้นโยบายการเงินได้ผลดี ความเชื่อมั่นถือว่ามีความสำคัญ
          ระบุ "วีรพงษ์" ทำตลาดสับสน
          ส่วนการแสดงความเห็นของ นายวีรพงษ์ ที่มีต่อนโยบายการเงินของ ธปท.นั้น นางธาริษา กล่าวว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนายวีรพงษ์ มีบทบาททางการเมืองค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ ธปท.ของนายวีรพงษ์ จึงอาจยังมีความสับสนในเรื่องตำแหน่งอยู่บ้าง
          อดีตผู้ว่าการ ธปท.กล่าวด้วยว่า การทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ ธปท. หรือแม้แต่การประธานกรรมการขององค์กรใดๆ นั้น หน้าที่หลัก คือ สนับสนุนให้องค์กรนั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกรณีที่ตัวประธานกับองค์กรมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่การหารือควรต้องเป็นการหารือกันภายใน ไม่ควรให้คนนอกรับทราบเพราะอาจเกิดความสับสนได้
          "เท่าที่ฟังความเห็นของท่าน ดูเหมือนท่านยังแยกไม่ออกว่าพูดในฐานะอะไร เข้าใจว่าท่านพูดในฐานะประธานกรรมการแบงก์ชาติ แต่เนื้อหาที่พูดส่วนใหญ่เป็นมุมมองทางการเมือง ซึ่งอันนี้อาจสร้างความสับสนให้กับตลาดได้" นางธาริษากล่าว
          ปัดไอเอ็มเอฟหนุนเลิกกรอบเงินเฟ้อ
          กรณีที่นายวีรพงษ์ ระบุว่า นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า Inflation targeting ในเวลานี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะเงินเฟ้อตอนนี้มันเชื่อมโยงกันทั่วโลก (Globalize Inflation) นั้น นางธาริษา บอกว่าได้สอบถามไปยังผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟเช่นกัน ซึ่งก็ได้รับการปฏิเสธกลับมาว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น และทางไอเอ็มเอฟก็อยู่ระหว่างทำหนังสือชี้แจงไปยัง ธปท.ด้วย
          "ที่บอกว่า ไอเอ็มเอฟ เขาเปลี่ยนแนวคิดมาบอกว่าเงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องดูแลนั้น อันนี้พอได้อ่านแล้วก็รู้สึกแปลกใจมาก จึงได้สอบถามไปทางโน้น เพราะไม่เคยได้ยินแนวคิดนี้มาก่อน ไม่ว่าจะจากทั้งไอเอ็มเอฟ หรือประเทศไหนในโลกก็ตาม เพราะทุกคนรู้ดีว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องมีบทบาทในการดูแล และการดูแลก็ต้องดูให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดีโดยไม่มีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ" นางธาริษากล่าว
          นอกจากนี้ นางธาริษายังเชื่อมั่นว่า การดำเนินนโยบายการเงิน โดยยึดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ยังเป็นนโยบายที่ใช้ได้ดีในปัจจุบัน และที่ผ่านมา ธปท.ก็ไม่ได้เน้นดูแต่เรื่องอัตราเงินเฟ้อเพียง อย่างเดียว อย่างกรณีวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 ช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำมาก คณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) ในขณะนั้น ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% ซึ่งเป็น การลดดอกเบี้ยที่มากสุดในประวัติศาสตร์ เรื่องนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าการพิจารณาดอกเบี้ยของ กนง. ได้นำปัจจัยความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจประกอบด้วย
          ดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวดึงทุนนอก
          ส่วนกรณีที่บอกว่าการที่อัตราดอกเบี้ยไทยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 3% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาจำนวนมากนั้น ในทางทฤษฎีอาจอธิบายเช่นนี้ได้ แต่ถ้าดูข้อมูลจริงจะเห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะถ้าดูจากผลศึกษาจะเห็นว่า ในภูมิภาคเอเชีย อัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซีย ถือว่าสูงสุดในกลุ่มโดยอยู่ที่ประมาณ 7% แต่ปรากฏว่าเงินทุนต่างชาติ กลับไม่ได้ไหลเข้าประเทศอินโดนีเซียมากที่สุด
          "ความจริงเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามากหรือน้อย อัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสุด ที่สำคัญ คือ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างชัดเจน คือ ปี 2540 ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นเป็น 21% เพื่อดึงให้เจ้าหนี้ต่ออายุเงินกู้ออกไป แต่ปรากฏว่าเงินยังไหลออกอยู่ดี เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจ และถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะปกติ แต่ถ้าประเทศขาดเสถียรภาพเขาก็ไม่เชื่อมั่นอยู่ดี" นางธาริษากล่าว
          สำหรับความต้องการของภาครัฐที่อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคส่งออกนั้น เธอกล่าวว่า ปัญหาการส่งออกที่ชะลอถือเป็นปัญหาที่ทุกประเทศเผชิญเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงทำให้ความต้องการซื้อสินค้าลดลงตามไปด้วย ดังนั้น การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก จึงไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน และไม่พบว่ามีประเทศใดที่ใช้วิธีนี้เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกของตัวเอง
          นางธาริษา กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่เป็นห่วงในเวลานี้ คือ กระแสข่าวความพยายามที่ภาครัฐจะส่งคนของตัวเองเข้ามานั่งในตำแหน่งประธาน ธปท. ซึ่งในอดีตยอมรับว่าตำแหน่งนี้อาจตีความได้ว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่ในสมัยของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการ ธปท. ได้แก้ไขให้ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ซึ่งเจตนารมณ์ คือ ไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงในตำแหน่งดังกล่าวนั่นเอง
          ห่วงการเมืองแทรกตำแหน่งรองผู้ว่าการ
          นอกจากนี้ เธอยังบอกด้วยว่า ตำแหน่งรอง ผู้ว่าการ ธปท. ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะรองผู้ว่าการที่ดูแลด้านเศรษฐกิจมหภาค เพราะตำแหน่งนี้ยังมีตำแหน่งเป็น กรรมการใน กนง. ด้วย ดังนั้น คนที่จะมารับตำแหน่งดังกล่าว ควรต้องมีความรู้ความสามารถในศาสตร์แขนงนี้ ที่สำคัญต้องเข้าใจแนวคิดบทบาทของธนาคารกลางด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญ
          ทั้งนี้ ตำแหน่งรองผู้ว่าการ ธปท.ที่ว่าง 2 ตำแหน่ง คือ นางสุชาดา กิระกุล  เป็นรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ซึ่งจะเกษียณสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และนายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ รองผู้ว่าการด้านบริหาร ที่ลาออกไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งทั้งสองคนนี้ยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการ ธปท.และกรรมการในคณะกรรมการ กนง.ด้วย
          "ไม่ทราบว่ามีข้อเสนอเรื่องที่จะเปิดให้คนนอกเข้ามารับตำแหน่งนี้ได้อย่างไร ซึ่งฟังดูคร่าวๆ อาจดูเหมือนไม่เป็นไร เพราะหากคนในมีฝีมือที่ดีกว่าก็ได้อยู่แล้ว แต่จริงๆ ไม่ควรคิดแบบนั้น เพราะเป็นการเปิดช่องให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ ซึ่งความจริงการแทรกแซงอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงถือเป็นความเสี่ยง เพราะผลกระทบจะเยอะมากสำหรับองค์กรแห่งนี้" นางธาริษา กล่าว
          เธอบอกด้วยว่า องค์กร ธปท.นั้น มีการสร้างชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ แม้ในยุคหนึ่งหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 องค์กรแห่งนี้อาจสูญเสียความน่าเชื่อถือไปบ้าง แต่หลังจากนั้น มาได้พยายามปรับปรุงการดำเนินงานใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ หรือด้านสถาบันการเงิน ซึ่งเวลานี้คิดว่า ธปท. ได้เดินทางถูกทางแล้ว ดังนั้น สิ่งที่สำคัญสุด คือ ควรให้อิสรภาพในการดำเนินงานแก่ ธปท.
http://web.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=336587
บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 11:08:38 PM »


http://news.voicetv.co.th/thailand/47609.html
บันทึกการเข้า
Prem
ตาสว่าง
****

Karma: +6/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,932


« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2012, 04:32:44 AM »

ธปท.....เห็นเขาว่ากันว่า....แค่คนขับรถ....เงินเดือนก็เกินครึ่งแสนไปแล้ว...จริงหรือเปล่า?....ผู้รู้ช่วยตอบที...
บันทึกการเข้า
Bell
ตาสว่าง
****

Karma: +64/-13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,692


« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2012, 05:36:45 AM »

^ ^ ^

ใช่ค่า..

เป็นหน่วยงานเดียวที่ไม่เห็นทำอะไรกับประเทศชาติ..แต่ได้โบนัส  ปีละ 10 เดือนค่า..

ธาริษาและประสาร..ดิฉันไม่เห็นว่าเก่งตรงไหน..เงินไทยแข็งเป๊กแบบไร้สติ..นี่นะคะเก่ง
บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +24/-11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,879



« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2012, 10:32:13 AM »

แปลก องค์กรนี้ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจชาติ
แต่ปล่อยให้ใช้เส้นสายภายในจัดการกันโดยรัฐบาลคุมไม่ได้

แบบนี้เห็นทีต้องยกเครื่องใหม่
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: