หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นสพ พระนครสาสน์ แฉ...ปชป ลากใส้มากองอีกแล้ว  (อ่าน 558 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าพลอย
ตาสว่าง
****

Karma: +32/-13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,502


« เมื่อ: กันยายน 24, 2013, 01:04:11 PM »

http://www.phranakornsarn.com/sukhumbhand/1994.html
บันทึกการเข้า
ป้าพลอย
ตาสว่าง
****

Karma: +32/-13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,502


« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 24, 2013, 01:07:25 PM »

 พระนครสาส์น


เปิดผลงาน รัฐบาลประชาธิปัตย์…โรงพักร้าง ตำนานหลอนไทยเข้มแข็ง ก่อนฝันหวานอนาคตเลือกได้ ปชป.ลอกโลโก้
ข่าวพาดหัว โล้ชิงช้า ! — 24 September 2013
เปิดผลงาน รัฐบาลประชาธิปัตย์…โรงพักร้าง ตำนานหลอนไทยเข้มแข็ง ก่อนฝันหวานอนาคตเลือกได้ ปชป.ลอกโลโก้

พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว เปิดแคมเปญ “อนาคตที่เลือกได้ ไทยเข้มแข็ง 2020” โชว์แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งรอบใหม่ ที่ครอบคลุมทุกด้าน หว่านแหเอาทุกกระทรวง โดยใช้เงินงบประมาณเพียงน้อยนิด !!!
ซึ่งทั้ง กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปชป. และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ต่างแสดงความมั่นใจว่า “อนาคตที่เลือกได้ ไทยเข้มแข็ง 2020” นั้นสามารถ “ทำได้จริง” และ “เริ่มต้นได้ทันที” !!!
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอให้ “ปชป.” เป็น “รัฐบาล” เสียก่อน … !


ทำให้ย้อนนึกถึง แคมเปญ วาระประชาชนต้องมาก่อน “แผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันทำได้จริง” ซึ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ประกาศเอาไว้ ปลายปี 2550 ทันทีที่ “สลับขั้วการเมือง” ได้ อันประกอบไปด้วย สารพัดฟรี…เรียนฟรี-ตำราฟรี- อุปกรณ์ฟรี-เครื่องแบบฟรี รวมไปถึงค่าไฟฟรี และการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้
สุดท้าย…กลายเป็น “100 วัน ฝันค้าง” !!!


นอกจากนี้ แคมเปญ “อนาคตที่เลือกได้ ไทยเข้มแข็ง 2020” แทนที่จะเป็นการ ทำอะไรให้ “สมศักดิ์ศรี” กับการเป็น “พรรคการเมือง” ใหญ่ ของประเทศไทย แต่กลับกลายเป็น “ปชป.” ที่อุตริ “ลอกโลโก้” โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 ไปเสียอีก !!


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยอมรับว่า การที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ยืนยันใน “แคมเปญไทยเข้มแข็ง” ด้วยการนำคำว่า “ไทยเข้มแข็ง” กลับมาใช้อีกครั้งนั้นในการนำเสนอ “แคมเปญใหม่” นับเป็น “ความกล้าบ้าบิ่น” เป็นอย่างยิ่ง
เพราะ “โครงการไทยเข้มแข็ง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ได้ดำเนินการมาตลอด 3 ปี (2552-2554) ในช่วง “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้นยัง “หลอกหลอน” คนไทยมาจนถึงทุกวันนี้


โดย “โครงการไทยเข้มแข็ง” ล่าสุด ที่ “พ่นพิษ” และส่งผลกระทบต่อ “คนไทย” แบบถึงเนื้อถึงตัวและถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม ก็คงหนีไม่พ้น “โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย(แฟลต) 163 แห่ง” กรอบวงเงินงบประมาณ 3,709,800,000บาทและ “โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ(ทดแทน) 396 แห่งทั่วประเทศ” กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 6,672,000,000 บาท ที่สุดท้าย “ร้าง” ทั่วประเทศ !!!


“ทีมงานพระนครฯ” ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สรุปผลการสอบสวน “โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดังนี้
1.กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้

ความเห็นชอบแนวทางในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำ การสถานีตำรวจ (ทดแทน) โดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ซึ่งต่อมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติยกเลิกแนวทางการจัดจ้างโดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และอนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ

 (ทดแทน) จำนวน 396 แห่งโดยจัดจ้างก่อสร้างอาคารรวมกันในครั้งเดียว เป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบฯ จนได้ผู้รับจ้าง จากนั้นจึงจะเสนอให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ แต่กรณีนี้ได้มีการรายงานให้ฝ่ายการเมืองอนุมัติรับทราบตั้งแต่เริ่มขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตามระเบียบฯไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายการเมืองรับทราบหรืออนุมัติ ประกอบกับ หากอ้างว่าข้าราชการประจำเสนอมา เหตุใดจึงไม่ทักท้วงตั้งแต่ต้นกลับให้ความเห็นชอบในครั้งแรก และยกเลิกและอนุมัติให้ดำเนินการในครั้งที่ 2 ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวอ้างเพียงพอ


ประกอบกับ กรณีนี้ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการถึง 8 บริษัท ได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าอย่าได้ลงนามอนุมัติหรือเห็นชอบการจัดจ้างแบบรวมการก่อสร้าง ในแบบสัญญาเดียว ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการสั่งการแก้ไขแต่ประการใด กลับได้อนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการจัดจ้างแบบรวมการก่อสร้าง ในแบบสัญญาเดียว ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา


2.กรณีที่สำนักงบประมาณ ได้เสนอความเห็น เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยมีความเห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้เอง และหากมีการกระจายการจัดซื้อจัดจ้างไปยังหน่วยงานตามพื้นที่ที่ดำเนินการก็จะทำให้โครงการสำเร็จได้เร็วขึ้นซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ประกอบกับ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้มีความเห็นแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ตามที่สำนักงบประมาณได้เสนอความเห็นไว้เป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี ดังนั้น การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคารรวมกันในครั้งเดียวและเป็นสัญญาเดียว จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี


3.กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดหารวมรวมกันในครั้งเดียว เป็นการกำหนดเงื่อนไขโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าว เข้าข่ายความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542มาตรา 13 ประกอบ มาตรา 11 และมาตรา 12 เนื่องจากเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยไม่ให้เข้ามาเสนอราคาได้ จากการกำหนดคุณสมบัติของผลงานการก่อสร้างและหลักประกันซอง


ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้งสอง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 11 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดังนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ใครแข็ง
นอกจากนี้ ในวันที่ 24 เมษายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สรุปผลการสืบสวนสอบสวนโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต)จำนวน 163 แห่งของ สตช. ระบุว่า กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติหลักการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) ขนาด 30 ครอบครัว สูง 5ชั้น จำนวน 163 แห่ง ในวงเงิน 3,709,800,000บาท โดยส่วนกลางและแยกการเสนอราคาราคาเป็นรายภาค

 (ตำรวจภูธรภาค 1 – 9,กองบัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้และกองบัญชาการตำรวจนครบาล) ต่อมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติยกเลิกการจัดจ้างโดยส่วนกลางและแยกการเสนอราคาราคาเป็นรายภาค และอนุมัติเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว กรณีดังกล่าวเป็นการกำหนดเงื่อนไขโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม กล่าวคือ


1.การจัดจ้างก่อสร้างอาคารรวมกันในครั้งเดียว เป็นการกีดกันผู้รับจ้างรายย่อยไม่สามารถเข้ามาเสนอราคาได้ เนื่องจากการรวมการเสนอราคา ผู้เสนอราคาต้องมีผลงานก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคาจ้างเป็นสัญญาเดียวกันในวงเงินที่สูง และต้องหาวงเงินเพื่อมาวางเป็นหลักประกันซองที่มีวงเงินสูง


2.หากมีเหตุที่ต้องแก้ไขสัญญาในการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าเพียงแห่งเดียวก็ต้องแก้ไขให้ผู้รับจ้างทั้งสัญญา เป็นเหตุให้งานก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป


3.ก่อนที่มีการประมูลด้วยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการ จำนวน 8 ราย ได้มีหนังสือกราบเรียน นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เรียน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อคัดค้านนโยบายการจัดจ้างแบบรวมรายการก่อสร้าง โดยให้เหตุผลว่า จะเป็นการกีดกันผู้รับจ้างในส่วนภูมิภาค และจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้รับจ้างในภูมิภาคจะมีผลงานการก่อสร้างและวงเงินค้ำประกัน ไม่สูงพอที่จะรับทำงานก่อสร้างตามวงเงินงบประมาณดังกล่าวได้ว่าอย่าได้ลงนามอนุมัติหรือเห็นชอบการจัดจ้างแบบรวมการก่อสร้าง ในแบบสัญญาเดียว ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะที่กำกับดูแล สตช. มิได้มีการสั่งการแก้ไขแต่ประการใด


4.ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27 ประกอบ ข้อ 29 ซึ่งกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างตามที่เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสนอให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพิจารณา ดังนั้น การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติหลักการในการจัดจ้างโครงการดังกล่าว และต่อมาได้ยกเลิกการจัดจ้างโดยส่วนกลางและแยกการเสนอราคาราคาเป็นรายภาค และอนุมัติเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว กรณีนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากการอนุมัติและเห็นชอบให้ดำเนินการจัดหาเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


ดังนั้น จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติหลักการในการจัดจ้าง โดยส่วนกลางและแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ต่อมา ได้อนุมัติยกเลิกการจัดจ้างโดยส่วนกลางและแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และอนุมัติเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียวและเป็นสัญญาเดียว เป็นการกำหนดเงื่อนไขโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าว เข้าข่ายความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 ประกอบ มาตรา 11 และมาตรา 12


นอกจากนี้ การที่ผู้ประกอบการ จำนวน 8 ราย ได้ยื่นหนังสือ กราบเรียน นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อคัดค้านนโยบายการจัดจ้างแบบรวมรายการก่อสร้าง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิได้มีการสั่งการแก้ไขแต่ประการใด ซึ่งเป็นการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นความผิด ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา


ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 19 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ความเสียหายจาก ทั้ง โรงพักและแฟลตตำรวจ “ร้าง” !!!


ยังคงเป็น “ตำนานไทยเข้มแข็ง” ที่ตาม “หลอก-หลอน” คนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เตรียมที่จะนำกลับมา “หลอก-หลอน” ใหม่อีกครั้ง หากมีโอกาสช่วงชิง “อำนาจ” และได้กลับมาเป็น “รัฐบาล” !
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: